ครม.เห็นชอบ กำหนดให้เดือน พ.ค. ทุกปี เป็นเดือนแห่งสุขภาพใจ “Mind Month”

คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบกำหนดให้เดือนพฤษภาคมของทุกปี เป็นเดือนแห่งสุขภาพใจ (Mind Month) มอบหมายให้กระทรวงสาธารณสุข โดยกรมสุขภาพจิต เป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินการจัดกิจกรรมรณรงค์และประสานความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เนื่องจากปัจจุบันแนวโน้มผู้ป่วยจิตเวชเพิ่มขึ้น เยาวชนเสี่ยงซึมเศร้า เครียด เสี่ยงฆ่าตัวตายสูง และปัญหาสุขภาพจิตเป็นหนึ่งในสาเหตุหลักของความพิการและการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร จำเป็นต้องอาศัยการทำงานร่วมกันทั้งภาครัฐ เอกชน และภาคประชาสังคม เพื่อลดการตีตราทางสุขภาพจิต เพิ่มความตระหนักรู้ให้ประชาชน เพิ่มช่องทางการเข้าถึงบริการสุขภาพจิต และสร้างสภาพแวดล้อม ที่เอื้อต่อการรับฟังปัญหาสุขภาพจิต นายกรัฐมนตรี ได้ย้ำว่า สุขภาพจิตไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป แต่เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของคนทุกช่วงวัย ไม่ว่าจะเป็นเด็ก วัยรุ่น ผู้ใหญ่ ผู้สูงอายุ จึงได้กำหนดให้สุขภาพจิตเป็น “วาระสำคัญระดับชาติ” และเตรียมจัดตั้ง “ศูนย์ให้การปรึกษาสุขภาพจิต จำนวน 37 แห่งภายในเดือนพฤษภาคม และขยายเป็น 340 แห่งภายในสิ้นปีนี้ เพื่อให้ประชาชนได้รับการปรึกษาและดูแลก่อนที่จะเจ็บป่วยทางใจ

ครม. เห็นชอบกำหนดให้เดือนพฤษภาคมของทุกปีเป็นเดือนแห่งสุขภาพใจ (Mind Month) (6 พ.ค. 68) คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบกำหนดให้เดือนพฤษภาคมของทุกปี เป็นเดือนแห่งสุขภาพใจ (Mind Month) มอบหมายให้กระทรวงสาธารณสุข โดยกรมสุขภาพจิต เป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินการจัดกิจกรรมรณรงค์และประสานความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตามที่กระทรวงสาธารณสุข เสนอ

1. ตามนิยามขององค์การอนามัยโลก (WHO) ที่ระบุว่า “สุขภาพจิตที่ดี หมายถึง ภาวะที่บุคคลสามารถรับรู้ศักยภาพของตนเอง จัดการกับความเครียดในชีวิต ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และ มีส่วนร่วมในสังคม” แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของสุขภาพจิตที่ไม่เพียงมีผลต่อตนเอง แต่ยังมีผลต่อคนรอบข้างและส่งผลต่อสังคมอีกด้วย แต่อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันมีประชากรมากกว่าหนึ่งพันล้านคนทั่วโลก ที่ประสบปัญหาความผิดปกติทางจิตหรือการติดสารเสพติด ทำให้ปัญหาสุขภาพจิตเป็นหนึ่งในสาเหตุหลักของความพิการ และการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร โดยปัญหาสุขภาพจิตกำลังเพิ่มขึ้นในทุกระดับของสังคม สิ่งนี้ตอกย้ำถึงความจำเป็นในการให้ความสำคัญกับสุขภาพจิตมากขึ้น

สถานการณ์สุขภาพจิตในประเทศไทยปัจจุบันเผชิญปัญหาสุขภาพจิตที่ทวีความรุนแรงขึ้นจากข้อมูลของกรมสุขภาพจิต พบว่า การประเมินผ่านแอปพลิเคชัน Mental Health Check In (1 ม.ค. 2563 - 20 ก.พ. 2568) จากจำนวน 6,154,474 ราย พบความเสี่ยงซึมเศร้าร้อยละ 9.14 (562,289 คน) เสี่ยงฆ่าตัวตายร้อยละ 5.18 (318,917 คน) และความเครียดสูงร้อยละ 7.87 (484,313 คน) โดยกลุ่มอายุ 20 - 29 ปี มีความเสี่ยงสูงสุด ในส่วนสถานการณ์ปัญหาจิตเวชสำคัญ พบว่า ผู้ป่วยจิตเวชและสารเสพติด เพิ่มขึ้นจากปี 2563 ประมาณ 5 แสนคน (ข้อมูล Health Data Center (HDC) เดือนพฤศจิกายน 2567) ในขณะที่ข้อมูลจาก

ศูนย์เฝ้าระวังป้องกันการฆ่าตัวตาย (2567) พบคนไทยเสียชีวิตจากการฆ่าตัวตาย 5,217 คน หรือเท่ากับ 8.02 

ต่อแสนประชากร เฉลี่ยวันละ 15 คน หรือเสียชีวิต 1 คน ในทุก 2 ชั่วโมง (มบ.1 กองยุทธศาสตร์และแผนงาน, 2567) และคนไทยพยายามฆ่าตัวตาย 33,926 คน หรือเท่ากับ 52.07 ต่อแสนประชากร เฉลี่ยวันละ 93 คน หรือมีผู้พยายามฆ่าตัวตาย 7 คน ในทุก 2 ชั่วโมง และจากศูนย์ความรู้โรคซึมเศร้าไทย (2567) คาดการณ์ผู้ป่วยโรคซึมเศร้าอายุ 15 ปีขึ้นไป มีจำนวน 1,357,562 คน อีกด้วย

นอกจากผลกระทบด้านสุขภาพแล้ว ปัญหาสุขภาพจิตยังส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อเศรษฐกิจ 

ทั้งผลกระทบทางตรง เช่น ค่าใช้จ่ายในการรักษา ค่าเดินทางพบแพทย์ ผลกระทบทางอ้อม เช่น การสูญเสียรายได้และผลิตภาพแรงงานจากการขาดงานหรือทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพและผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวม การลดกำลังแรงงานย่อมส่งผลให้ผลผลิตทางเศรษฐกิจลดลง จากการศึกษาโดย Arias et al. (2022) ประมาณการจำนวนปีสุขภาวะที่สูญเสียไป (Disability adjusted life years: DALYs) จากโรคจิตเวช ในปี พ.ศ. 2562 พบประชากรทั่วโลกมีการสูญเสียปีสุขภาวะจากโรคจิตเวช ประมาณ 418 ล้านปี หรือคิดเป็น 16% ของปีสุขภาวะที่สูญเสียไป (DALYs) จากภาระโรคทั้งหมดแสดงให้เห็นว่าโรคจิตเวชส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชากรโลกอย่างรุนแรง โดยคิดเป็น 1 ใน 6 ของภาระโรคทั้งหมด ซึ่งสูงกว่าการประมาณการแบบเดิมถึง 3 เท่า และมีมูลค่าความสูญเสียทางเศรษฐกิจ จากภาระโรคจิตเวชอยู่ที่ประมาณ 5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 169 ล้านล้านบาท โดยประชากรในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Southeast Asia) มีการสูญเสียปี

สุขภาวะจากโรคจิตเวช ประมาณ 32 ล้านปีหรือคิดเป็น 10.7% ของปีสุขภาวะ ที่สูญเสียไป (DALYs) จากภาระโรคทั้งหมด และการสูญเสียทางเศรษฐกิจที่เกิดจากโรคจิตเวชคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 5% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ตามข้อมูลสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) คาดการณ์ว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ของประเทศไทยในปี 2568 จะมีมูลค่าประมาณ 19,284.9 พันล้านบาท ซึ่งทำให้เกิดการสูญเสียทางเศรษฐกิจที่เกิดจากโรคจิตเวชคิดเป็นประมาณ 964 พันล้านบาท ดังนั้น การลงทุนส่งเสริมสุขภาพใจให้เกิดขึ้นในระดับชาติ จึงไม่ใช่แค่เรื่องของสุขภาพ แต่เป็นการลงทุนเชิงยุทธศาสตร์ที่ช่วยลดต้นทุนระยะยาวและสร้างสังคมที่มีศักยภาพ

กระทรวงสาธารณสุข โดย กรมสุขภาพจิต ตระหนักดีว่าปัญหาสุขภาพจิตเป็นเรื่องสำคัญที่มีผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตประชาชนในวงกว้าง การจัดการปัญหานี้ไม่สามารถดำเนินการเพียงหน่วยงานเดียวได้เนื่องจากลักษณะของปัญหาที่ซับซ้อนและเกี่ยวข้องกับหลายมิติ ทั้งด้านสังคม เศรษฐกิจ วัฒนธรรม การศึกษาและการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม ดังนั้น การขับเคลื่อนงานด้านสุขภาพจิตอย่างมีประสิทธิภาพ จำเป็นต้องอาศัยการทำงานร่วมกันในลักษณะเครือข่ายความร่วมมือ ทั้งภาครัฐ เอกชน และภาคประชาสังคม

2. จากสถานการณ์ดังกล่าว เพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนงานด้านสุขภาพจิต โดยอาศัยการทำงานร่วมกันในลักษณะเครือข่ายความร่วมมือ ทั้งภาครัฐ เอกชน และภาคประชาสังคม กรมสุขภาพจิต ได้จัดการประชุมติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงานสุขภาพจิต เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2568 ณ ทำเนียบรัฐบาล ซึ่งรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี (ดร.ธีราภา ไพโรหกุล) มอบหมายให้ทบทวนการจัด “Mental Health Awareness Week” ในวันที่ 12-18 พฤษภาคม 2568 และจากการประชุมทบทวนเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2568 กรมสุขภาพจิต จึงได้เสนอแนวคิดเดือนแห่งสุขภาพใจ หรือ Mind Month ในช่วงเดือนพฤษภาคม ปี 2568 ภายใต้แนวคิด “สุขภาพใจเป็นเรื่องของทุกคน” เป็นครั้งแรกในประเทศไทย สอดคล้องกับแนวปฏิบัติสากล เช่น “Mental Health Awareness Month” ในสหรัฐอเมริกา แคนาดา และบางประเทศในยุโรป

3. ด้วยสถานการณ์ของประเทศไทยที่กำลังเผชิญปัญหาสุขภาพจิตที่ทวีความรุนแรงขึ้น ปัญหาสุขภาพจิตเป็นหนึ่งในสาเหตุหลักของความพิการและการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร และกำลังเพิ่มขึ้นในทุกระดับของสังคม ตอกย้ำถึงความจำเป็นในการให้ความสำคัญกับสุขภาพจิตมากขึ้น โดยการประกาศให้เดือนพฤษภาคมเป็นเดือนแห่งสุขภาพใจ (Mind Month) ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการสร้างความชัดเจน ด้านนโยบายและกำหนดกรอบการดำเนินงานร่วมกันระหว่างทุกภาคส่วนในประเทศ และมอบหมายให้กระทรวงสาธารณสุข โดยกรมสุขภาพจิต เป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินการจัดกิจกรรมรณรงค์และประสานความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และ เสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบ

4. วัตถุประสงค์และเป้าหมายของมาตรการที่เสนอ

    4.1 เพื่อให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาและเห็นชอบในการประกาศให้เดือนพฤษภาคมของทุกปีเป็นเดือนแห่งสุขภาพใจ (Mind Month) อย่างเป็นทางการ เพื่อแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ถึงความสำคัญ ผ่านการสร้างความตระหนักเกี่ยวกับปัญหาสุขภาพจิต โดยมุ่งส่งเสริมความเป็นอยู่ที่ดีทางจิตใจ และลดการตีตราที่เกี่ยวข้องกับโรคทางจิตเวช โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างระบบนิเวศที่ช่วยส่งเสริมการมีสุขภาพจิตที่ดีพร้อมทั้งเข้าใจ และสนับสนุนผู้ที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาสุขภาพจิต

    4.2 เพื่อเปิดพื้นที่ความร่วมมืออย่างเป็นระบบระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคมและสื่อมวลชน ในการรณรงค์ลดการตีตรา (Stigma) สร้างความตระหนักรู้ (Awareness) ส่งเสริมการเข้าถึงบริการสุขภาพจิต (How to seek help) และสนับสนุนการสร้างพื้นที่ปลอดภัย (Safe Space) ให้สามารถวางแผนดำเนินกิจกรรมร่วมกับกรมสุขภาพจิตได้อย่างมีทิศทางเดียวกัน และยังเอื้อต่อการขอความร่วมมือจากหน่วยงานในระดับพื้นที่ ในการจัดกิจกรรมที่ตอบสนองบริบทของตน โดยมีจุดร่วมเดียวกัน คือ “สุขภาพใจเป็นเรื่องของทุกคน” ส่งผลให้เกิดการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน ทั้งในระดับนโยบายและระดับปฏิบัติการในการส่งเสริมสุขภาพใจของประชาชนอย่างยั่งยืน

   4.3 เพื่อยกระดับการรับรู้ของประชาชนไทยต่อประเด็นสุขภาพจิตให้เป็นวาระแห่งชาติ ที่ได้รับความสำคัญเทียบเท่ากับสุขภาพกาย สร้างวัฒนธรรมใหม่ที่ประชาชนทุกคนสามารถดูแลใจของตนเองและผู้อื่นได้ในชีวิตประจำวัน

5. บทบาทของเครือข่ายในการขับเคลื่อนกิจกรรม Mind Month ตามประเด็นเป้าหมายเพื่อให้การประกาศเดือนแห่งสุขภาพใจ (Mind Month) เป็นกลไกระดับชาติในการบูรณาการความร่วมมือ ทุกภาคส่วน กรมสุขภาพจิตได้พัฒนาและดำเนินโครงการร่วมกับเครือข่ายในประเด็นหลัก ดังนี้

    5.1 การลดการตีตรา (Stigma) ทางสุขภาพจิต ช่วยลดอุปสรรคในการเข้าถึงบริการและการเปิดเผยปัญหาสุขภาพจิตของประชาชน

        ตัวอย่างโครงการที่จะขับเคลื่อนร่วมกับภาคเครือข่าย อาทิ

        (1) โครงการชุมชนล้อมรักษ์ (Community Based Treatment and Care : CBTx) โครงการพัฒนาการบำบัดฟื้นฟูผู้ป่วยยาเสพติดที่มีอาการทางจิตโดยใช้ชุมชนเป็นศูนย์กลาง (CBTx) มีวัตถุประสงค์เพื่อให้บุคลากรในชุมชนสามารถฟื้นฟูผู้ป่วยจิตเวชยาเสพติดได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วยการบูรณาการแนวทางการดูแลแบบองค์รวม โดยใช้กระบวนการดูแลผู้ป่วยที่เชื่อมโยงกับชุมชนอย่างใกล้ชิด ซึ่งได้ดำเนินการในพื้นที่ 740 อำเภอจาก 878 อำเภอทั่วประเทศ มีผู้ป่วยเข้ารับการบำบัดสะสมแล้ว 11,316 ราย และเกิดต้นแบบการฟื้นฟูผู้ป่วยจิตเวชในชุมชน

       (2) Policy Watch: Gentle Society สังคมไทยไร้ความรุนแรง เป็นกิจกรรมที่มุ่งติดตามและประเมินนโยบายของภาครัฐในการลดความรุนแรงในสังคม เช่น ความรุนแรงในครอบครัว การกลั่นแกล้งในโรงเรียน และการรังแกทางออนไลน์ ผ่านเวทีเสวนาเชิงนโยบาย การจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย ต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และเวทีรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย

       หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงยุติธรรม กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงแรงงาน สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ มหาวิทยาลัย และองค์กรภาคประชาสังคม เช่น มูลนิธิเพื่อเด็กและสตรี เครือข่ายชุมชนล้อมรักษ์บทบาท หน่วยงานเหล่านี้มีบทบาทในการสนับสนุนการดำเนินกิจกรรมเชิงนโยบาย ส่งบุคลากรเข้าร่วมอบรม และดำเนินกิจกรรมในระดับพื้นที่ รวมถึงให้การสนับสนุนด้านองค์ความรู้และการประเมินผลลัพธ์เชิงสังคมสิ่งที่กรมสุขภาพจิตต้องการการสนับสนุน งบประมาณและกำลังคนจากหน่วยงานภาคีเครือข่ายการใช้ช่องทางสื่อของหน่วยงานภาคีเครือข่าย ในการเผยแพร่แนวคิดลดการตีตราและการสนับสนุนการจัดกิจกรรมเครือข่ายระดับพื้นที่ร่วมกับชุมชน

    5.2 การสร้างความตระหนักรู้ (Awareness) ทำให้ประชาชนมีความรู้และทักษะในการดูแลสุขภาพจิตของตนเองและคนรอบข้าง ช่วยลดปัญหาด้านสุขภาพจิตตั้งแต่เริ่มต้น

ตัวอย่างโครงการที่จะขับเคลื่อนร่วมกับภาคเครือข่าย อาทิ

(1) แอพพลิเคชั่น DMIND (Detection and Monitoring Intelligence Network for Depression) มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยให้ประชาชนสามารถประเมินสุขภาพจิตของตนเองเบื้องต้นได้ ผ่านระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่วิเคราะห์ใบหน้าและน้ำเสียง ซึ่งแบ่งระดับความเสี่ยงเป็น 4 ระดับและกำหนดแนวทางการช่วยเหลือเฉพาะรายได้อย่างเหมาะสม พร้อมระบบติดตามกลุ่มเสี่ยงรุนแรงภายใน 24 ชั่วโมง และเชื่อมต่อกับทีมปฏิบัติการช่วยชีวิต HOPE Task Force

(2) วัดใจ.com เป็น Web Application สำหรับประเมินสุขภาพจิตออนไลน์ที่พัฒนาขึ้น เพื่อให้ประชาชนสามารถประเมินสุขภาพจิตของตนเองหรือผู้อื่นได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และ ทันสถานการณ์ โดยประเมินจาก 5 มิติ ได้แก่ ความเข้มแข็งทางใจ ความเครียด ภาวะหมดไฟ ซึมเศร้า และความเสี่ยงฆ่าตัวตาย พร้อมระบบแนะนำแนวทางการปฏิบัติตัวและช่องทางการขอรับคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญออนไลน์ทันที โดยมีผู้ใช้แล้วมากกว่า 6 ล้านคน

(3) สุขภาพจิต.com พัฒนาเป็นช่องทางกลางของประเทศในการให้ความรู้สุขภาพจิตที่ถูกต้อง เข้าใจง่าย และทันสมัย โดยมีเป้าหมายเพื่อเป็นศูนย์กลางสำหรับการเผยแพร่ข้อมูลเครื่องมือ สื่อสร้างสรรค์ และบริการที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพจิตสำหรับประชาชน

(4) อาสาสมัครสาธารณสุขสุขภาพจิต (อสม.) เป็นกลไกภาคประชาชนที่ผ่านการอบรมหลักสูตรปฐมพยาบาลทางใจ และสามารถช่วยดูแลสุขภาพจิตในชุมชนอย่างใกล้ชิด โดยมีเป้าหมายอบรมไม่น้อยกว่า 15,000 คน ภายในปี 2568 หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กระทรวงศึกษาธิการ (วัยเรียน) กระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (วัยเรียน) กระทรวงแรงงาน (วัยทำงาน) กระทรวงมหาดไทย (ชุมชน) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (วัยสูงอายุ) สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพบทบาท พัฒนาเครื่องมือสุขภาพจิต ประชาสัมพันธ์ข้อมูล และใช้งานเครื่องมือในองค์กร พร้อมสนับสนุนการประเมินผลสุขภาพจิตกลุ่มเป้าหมายเฉพาะ เช่น บุคลากรทางการแพทย์ นักเรียน พนักงานบริษัทสิ่งที่กรมสุขภาพจิตต้องการการสนับสนุน การเชิญชวนให้องค์กรเอกชนและรัฐใช้งานเครื่องมือเหล่านี้ในพื้นที่ของตน การให้การสนับสนุนด้านเทคโนโลยี วิชาการ และช่องทางสื่อสารกับประชาชน

5.3 การเข้าถึงบริการสุขภาพจิต (How to seek help) ช่วยให้ประชาชนที่มีปัญหาสุขภาพจิตเข้าถึงบริการได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ลดความเสี่ยงการสูญเสียชีวิตหรือผลกระทบทางสังคมอื่น ๆ ตัวอย่างโครงการที่จะขับเคลื่อนร่วมกับภาคเครือข่าย อาทิ

(1) School Health HERO เพื่อสร้างระบบเฝ้าระวังสุขภาพจิตในโรงเรียนอย่างเป็นระบบและครอบคลุมกลุ่มนักเรียนระดับประถมศึกษาปีที่ 1 ถึงมัธยมศึกษาปีที่ 6 โดยใช้ระบบออนไลน์เพื่อประเมินสุขภาพจิตและติดตามช่วยเหลือนักเรียนที่มีความเสี่ยงในด้านพฤติกรรม อารมณ์ และทักษะทางสังคม โดยมีนักเรียนเข้าระบบแล้วกว่า 1.3 ล้านคน

(2) ต่อเติมใจ เป็นเว็บแอปพลิเคชันสำหรับการดูแลสุขภาพจิตด้วยตนเองเพื่อให้ประชาชนสามารถดูแลใจของตนเองได้ทุกที่ ทุกเวลา โดยไม่ต้องเปิดเผยตัวตนพร้อมเส้นทางช่วยเหลือสำหรับกลุ่มเสี่ยงผ่านระบบผู้ช่วยออนไลน์ (E-Helper) และส่งต่อกรณีเสี่ยงสูง

(3) สายด่วนสุขภาพจิต 1323 เป็นบริการให้คำปรึกษาด้านสุขภาพจิตฟรีตลอด 24 ชั่วโมงผ่าน 5 ช่องทาง ได้แก่ โทรศัพท์ เว็บไซต์ ระบบนัดออนไลน์ เพจ Facebook และ DMIND Application เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการด้านสุขภาพจิตได้สะดวกและทันต่อความต้องการ โดยเฉพาะในภาวะวิกฤต มีระบบ AI ช่วยประเมินความเร่งด่วน และเชื่อมต่อทีม HOPE TASK FORCE โดยมีปริมาณผู้ขอรับบริการรวมกว่า 2.7 ล้านสาย ในช่วงปี 2563 – 2567 

(4) ศูนย์ให้การปรึกษาสุขภาพจิต ดำเนินการในโรงพยาบาลรัฐทั่วประเทศ เพื่อให้การปรึกษาที่ครอบคลุมทุกสิทธิการรักษา ทั้งแบบ onsite และ online หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงสาธารณสุข สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ กระทรวงมหาดไทย กรมประชาสัมพันธ์ องค์กรสื่อ องค์กรเอกชน และมหาวิทยาลัยบทบาท ประชาสัมพันธ์แนวทางการเข้าถึงบริการสุขภาพจิตแก่กลุ่มเป้าหมายต่าง ๆ ให้บริการสุขภาพจิตระดับปฐมภูมิ สนับสนุนเครื่องมือและแพลตฟอร์มเทคโนโลยีตลอดจนให้ทุนสนับสนุนและการเชื่อมโยงระบบการดูแลผู้ป่วยสิ่งที่กรมสุขภาพจิตต้องการการสนับสนุน การเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่สำคัญโดยเฉพาะเยาวชน งบประมาณเพื่อขยายการจัดบริการด้านสุขภาพจิต การจัดสรรบุคลากรเพิ่มเติมและการเชื่อมโยงบริการสุขภาพจิตเข้าสู่ระบบบริการสุขภาพทั่วไปในทุกพื้นที่

5.4 การสร้างพื้นที่ปลอดภัย (Safe Space) สนับสนุนให้ประชาชนทั่วไปสามารถพูดคุย ปรึกษา และได้รับความช่วยเหลือในสภาพแวดล้อมที่เป็นมิตร เปิดกว้าง และปลอดภัยมากขึ้น

ตัวอย่างโครงการที่จะขับเคลื่อนร่วมกับภาคเครือข่าย อาทิ

  (1) Holistic Health Advisor พัฒนาเจ้าหน้าที่ในสถานประกอบการให้สามารถทำหน้าที่เป็นผู้ให้คำปรึกษาสุขภาพแบบองค์รวม โดยครอบคลุมทั้งด้านกาย ใจ และการเงินเพื่อส่งเสริมสุขภาวะทางใจในสถานประกอบการอย่างยั่งยืน ผ่านการฝึกอบรมตามหลักสูตรที่ได้รับการรับรองจากกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กระทรวงแรงงาน

(2) Thai Triple-P เพื่อส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัยทั้งด้านอารมณ์ สังคม และสติปัญญา ผ่านการสร้างวินัยเชิงบวกและพัฒนาทักษะความฉลาดทางอารมณ์ (EQ) โดยเน้นการมีส่วนร่วมของครอบครัวและการสนับสนุนจากชุมชนในพื้นที่ห่างไกล โดยสนับสนุนการเลี้ยงดูที่สร้างเสริมความมั่นใจ การควบคุมตนเอง และความรับผิดชอบของเด็ก พร้อมทั้งขยายผลสู่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กและโรงเรียนในโครงการพระราชดำริของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กระทรวงศึกษาธิการ (วัยเรียน) กระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (วัยเรียน) กระทรวงแรงงาน (วัยทำงาน) กระทรวงมหาดไทย (ชุมชน) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (วัยสูงอายุ) สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ สถานประกอบการ ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กในโครงการพระราชดำริฯ ชุมชนและองค์กรท้องถิ่นบทบาท สร้างระบบสนับสนุนทางใจเริ่มตั้งแต่ระดับครอบครัว องค์กรและสถานศึกษา ถ่ายทอดองค์ความรู้และพัฒนาแกนนำในพื้นที่สิ่งที่กรมสุขภาพจิตต้องการการสนับสนุน การให้ความร่วมมือในการอบรม พ่อแม่ ครู เจ้าหน้าที่ในสถานประกอบการ รวมทั้งเพิ่มการสร้างสภาพแวดล้อมที่เป็นมิตร เปิดกว้าง และปลอดภัยในระดับครอบครัว ชุมชน และสถานศึกษา 

ประโยชน์ที่ได้รับ

1) การลดการตีตรา (Stigma) ซึ่งจะช่วยลดอุปสรรคในการเข้าถึงบริการและการเปิดเผยปัญหาสุขภาพจิตของประชาชน

2) การเพิ่มความตระหนักรู้ (Awareness) จะทำให้ประชาชนมีความรู้และทักษะในการดูแลสุขภาพจิตของตนเองและคนรอบข้างมากขึ้น ช่วยลดปัญหาด้านสุขภาพจิตตั้งแต่ระยะเริ่มต้นได้ดีขึ้น 3) การเพิ่มช่องทางการเข้าถึงบริการสุขภาพจิต (How to seek help) จะช่วยให้ประชาชนที่มีปัญหาสุขภาพจิตสามารถเข้าถึงบริการได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

4) การสร้างสภาพแวดล้อมทั้งทางกายภาพและทางสังคมที่เอื้อต่อการพูดคุย ปรึกษา (Safe space) รับฟังปัญหาสุขภาพจิตอย่างไม่ถูกตัดสินหรือวิพากษ์วิจารณ์ ช่วยให้ผู้คนรู้สึกมั่นใจ ปลอดภัยและกล้าเปิดเผยปัญหาทางใจ ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการฟื้นฟูและการป้องกันปัญหาสุขภาพจิตอย่างยั่งยืน

นายกฯ ผลักดัน “สุขภาพจิตที่ดี “เป็นวาระแห่งชาติ ให้เดือนพฤษภาคม เป็นเดือนแห่งสุขภาพใจ เตรียมตั้ง ศูนย์ให้การปรึกษาสุขภาพจิต 340 แห่งทั่วประเทศ ภายในปีนี้

(6 พ.ค. 68) นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรม “เดือนแห่งสุขภาพใจ – Mind Month” ณ ตึกสันติไมตรี (หลังนอก) ทำเนียบรัฐบาล เนื่องจากการประเมินผ่านระบบ Mental Health Check in ตั้งแต่ 1 มกราคม 2563 ถึงปัจจุบันพบว่า สถานการณ์สุขภาพจิตของคนไทย มีภาวะเสี่ยงซึมเศร้า ความเครียดเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งรัฐบาลเห็นถึงความสำคัญ จึงต้องการสร้างความตระหนักให้กับประชาชน จึงประกาศให้เดือนพฤษภาคมเป็นเดือนแห่งสุขภาพใจ 

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ปัญหาสุขภาพทางใจเป็นปัญหาที่สำคัญที่ถูกมองข้าม เพราะแม้มีร่างกายที่สมบูรณ์ แต่หากสุขภาพใจไม่แข็งแรง การทำเรื่องต่าง ๆ ให้สำเร็จย่อมเป็นไปได้ยาก โดยเฉพาะการเปิดใจรับฟัง โดยไม่รีบตัดสิน เป็นสิ่งสำคัญ และถือเป็นการเสริมความเข้าใจและสร้างความเข็มแข็งทางใจให้กับผู้มีความเสี่ยง การส่งเสริมภูมิคุ้มกันทางจิตใจให้กับเด็กตั้งแต่ช่วงปฐมวัย จะช่วยสร้างความเข้าใจทางอารมณ์ให้กับเด็กและเป็นเกราะป้องกันสร้างความเข้มแข็งให้เด็กต่อไปในอนาคต ซึ่งเป็นสิ่งที่รัฐบาลต้องการเห็นและให้ความสำคัญในเรื่องนี้ ขอใช้โอกาสนี้ แสดงพลังและความตั้งใจร่วมกันในการสร้างสังคมที่เห็นความสำคัญของสุขภาพใจอย่างแท้จริง เนื่องจาก“จะไม่มีสุขภาพที่สมบูรณ์ได้ หากปราศจากสุขภาพจิตที่ดี” โดยรัฐบาลต้องการสร้างความตระหนักให้กับประชาชนว่า สุขภาพจิตไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป แต่เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของคนทุกช่วงวัย ไม่ว่าจะเป็นเด็ก วัยรุ่น ผู้ใหญ่ หรือผู้สูงอายุ จึงได้กำหนดให้สุขภาพจิตเป็น“วาระสำคัญระดับชาติ”  

โดยรัฐบาลจะเดินหน้าเสริมสร้างระบบดูแลสุขภาพจิตที่เข้มแข็ง ตั้งแต่ระดับชุมชน โรงเรียน สถานที่ทำงาน ไปจนถึงระบบสาธารณสุข โดยเน้นทั้งการส่งเสริม ป้องกัน ดูแลรักษา และฟื้นฟู ซึ่งจะเห็นได้จาก 6 นโยบายสำคัญด้านสุขภาพจิตที่จะเริ่มต้นในเดือนพฤษภาคม 2568 และในปีนี้จะครอบคลุมคนไทยในทุกช่วงวัยมากกว่า 13.5 ล้านคน โดยเฉพาะนโยบายสำคัญอย่างการจัดตั้ง “ศูนย์ให้การปรึกษาสุขภาพจิต (Mental health counseling center)” จำนวน 37 แห่งภายในเดือนพฤษภาคม และขยายเป็น 340 แห่งภายในสิ้นปีนี้ เพื่อให้พี่น้องประชาชนกว่า 1 ล้านคน ได้รับการปรึกษาและดูแลก่อนที่จะเจ็บป่วยทางใจ

นอกจากนี้ จะมีการจัดกิจกรรมและโครงการต่าง ๆ อีกกว่า 50 กิจกรรม ที่จะเริ่มต้นในเดือนแห่งสุขภาพใจนี้ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามของรัฐบาลในการทำให้คนไทยมีสุขภาพจิตที่ดีอย่างถ้วนหน้า กระตุ้นสังคมไทยให้หันมาใส่ใจพูดคุยเรื่องสุขภาพจิตอย่างเปิดเผย และมีความรอบรู้ด้านสุขภาพจิตมากขึ้น เพราะ “สุขภาพจิตดี” ไม่ใช่เพียงหน้าที่ของบุคลากรทางการแพทย์ หรือผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น แต่คือภารกิจของทุกคน ในฐานะสมาชิกของครอบครัว ชุมชน และประเทศชาติ

นายกรัฐมนตรี ย้ำว่า จุดเริ่มต้นที่สำคัญที่สุดของจิตใจที่เข้มแข็ง คือ “ครอบครัว” ครอบครัวที่เปิดใจรับฟัง ให้พื้นที่ปลอดภัยทางอารมณ์ สนับสนุนกันและกันในวันที่อ่อนล้า คือรากฐานสำคัญที่ช่วยหล่อหลอมคนไทยให้เติบโตขึ้นอย่างมีคุณภาพ และมีภูมิคุ้มกันทางใจที่แข็งแรง

เชิญชวนให้พี่น้องประชาชน ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการส่งเสริมสุขภาพจิต ไม่ว่าจะเป็นการใส่ใจคนรอบข้าง รับฟังอย่างเข้าใจ หรือแม้แต่การเริ่มดูแลใจตัวเองอย่างสม่ำเสมอ และขอให้เดือนแห่งสุขภาพใจนี้ เป็นจุดเริ่มต้นของสังคมไทยที่ “เข้าใจ เห็นคุณค่า และพร้อมเดินไปด้วยกันอย่างมีความสุข” 

 

#ครมเห็นชอบกำหนดให้เดือนพฤษภาคมทุกปีเป็นเดือนแห่งสุขภาพใจMind Month #กระทรวงสาธารณสุข #กรมสุขภาพจิต #นโยบายรัฐบาล20กระทรวง

 


image รูปภาพ
image

Line

คะแนนโหวต :
StarStarStarStarStar