รัฐบาลเดินหน้าปราบบุหรี่ไฟฟ้าต่อเนื่องทำสถิติลดลงกว่าร้อยละ 80 ย้ำบังคับใช้กฎหมายเข้ม

      (24 เม.ย. 68) หลังจากนายกรัฐมนตรีได้มีข้อสั่งการให้ปราบปรามบุหรี่ไฟฟ้าในประเทศไทยตั้งแต่ 25 กุมภาพันธ์ 2568  ในช่วงสองเดือนที่ผ่านมาทำให้สถิติยอดจำหน่ายและผู้เสพลดลงกว่าร้อยละ 80 หลังจากผลสำรวจ พบว่าในช่วงระยะเวลา ปี 2567 – 2568 ตัวเลขของนักสูบที่มีอายุน้อยลง อายุ 15 – 29 ปี มีแนวโน้มการใช้บุหรี่ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น จาก 5.8% ในปี 2562 เป็น 12.2% นอกจากนี้ยังพบว่าบุหรี่ไฟฟ้าไม่ได้แต่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของผู้สูบเท่านั้น ยังเป็นภาระค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล ส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจของประเทศอีกด้วย รัฐบาลจึงได้เน้นย้ำการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง ทั้งการมีบุหรี่ไฟฟ้าไว้ในครอบครอง ไม่ว่าจะเป็นการเสพ การนำเข้า หรือมีไว้เพื่อขาย ถือว่ามีความผิดตามกฎหมายทั้งสิ้น 

(24 เม.ย. 68) นายอนุกูล พฤกษานุศักดิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ปัจจุบันนายกรัฐมนตรีได้มีข้อสั่งการให้ปราบปรามบุหรี่ไฟฟ้าในประเทศไทยซึ่งในช่วงสองเดือนที่ผ่านมาทำให้สถิติยอดทั้งจำหน่ายและผู้เสพลดลงกว่าร้อยละ 80 โดยที่ผ่านมา การแพร่ระบาดส่งผลกระทบต่อเด็กและเยาวชนเป็นอย่างมาก จากการสำรวจสุขภาพคนไทยของคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ร่วมกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) และภาคีเครือข่าย โดยการตรวจร่างกายซึ่งมีการสำรวจเกี่ยวกับการใช้บุหรี่ไฟฟ้าพบว่า ในช่วงระยะเวลา 2567 – 2568 มีตัวเลขของนักสูบที่มีอายุน้อยลง ซึ่งพบเด็กและเยาวชน อายุ 15 – 29 ปี มีแนวโน้มการใช้บุหรี่ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น จาก 5.8% ในปี 2562 เป็น 12.2% สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการสูบบุหรี่ของวัยรุ่นอย่างชัดเจนในกลุ่มเด็กและเยาวชนไทย

นายอนุกูล กล่าวว่า เพื่อปกป้องสุขภาพของเด็กและเยาวชน อีกทั้งสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับอันตรายและภัยคุกคามต่อสุขภาพจากการใช้บุหรี่ไฟฟ้าอย่างต่อเนื่องให้กับประชาชน ขอให้ตระหนักว่าการสูบบุหรี่ไฟฟ้าเป็นพฤติกรรมเสี่ยงต่อสุขภาพ ก่อให้เกิดผลกระทบทางเศรษฐกิจของประเทศทั้งภาระค่าใช้จ่ายการรักษาพยาบาลระยะยาวในโรงพยาบาล โดยข้อมูลจากการศึกษาการประเมินต้นทุนค่ารักษาพยาบาลจากโรคที่เกิดจากบุหรี่ไฟฟ้าในช่วงปี 2567 ของคณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล พบภาระค่าใช้จ่ายการรักษาระยะยาวจากโรคที่เกิดจากการสูบบุหรี่ไฟฟ้า ได้แก่ 1. โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง 2. โรคหลอดเลือดสมอง 3. โรคหัวใจขาดเลือด 4. โรคหอบหืด รวมมูลค่ากว่า 306,636,973 บาท

  ทั้งนี้ รัฐบาลขอย้ำว่า จะดำเนินการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง ซึ่งการมีบุหรี่ไฟฟ้าไว้ในครอบครองไม่ว่าจะเป็นการเสพ การนำเข้า หรือมีไว้เพื่อขายถือว่ามีความผิดตามกฎหมาย ดังนี้

1. ผู้นำเข้า มีความผิดตาม พ.ร.บ.ศุลกากร และประกาศกระทรวงพาณิชย์ โทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี ปรับ 5 เท่าของมูลค่าสินค้า หรือทั้งจำทั้งปรับ

2. ผู้ขาย – ผู้ให้บริการ มีความผิดตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค โทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

3. ผู้ครอบครอง มีความผิดตาม พ.ร.บ.ศุลกากร โทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับ 4 เท่าของมูลค่าสินค้า หรือทั้งจำทั้งปรับ

นอกจากนี้ ผู้ที่เสพบุหรี่ไฟฟ้าอาจมีความผิดในข้อหาช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาไปซื้อ รับจำนำ หรือรับไว้โดยประการใด ซึ่งตนรู้ว่าเป็นของที่เข้ามาในราชอาณาจักร โดยยังไม่ได้ผ่านพิธีศุลกากรอย่างถูกต้อง ตาม พ.ร.บ.ศุลกากร มาตรา 246 วรรคหนึ่ง และหากพบเห็นการลักลอบผลิต ขายบุหรี่/น้ำยาบุหรี่ไฟฟ้า สามารถแจ้งได้ที่สถานีตำรวจในท้องที่ สายด่วน สคบ. 1166 เว็บไซต์ www.ocpb.go.th แอปพลิเคชัน OCPB Connect หรือศูนย์ดำรงธรรมทุกจังหวัด

สรุปข้อมูลสถิติการจับกุมบุหรี่ไฟฟ้า ระหว่างปี 2566 – 2568

• ปี 2566 ยอดรวมทั้งหมด 908 คดี

• ปี 2567 ยอดรวมทั้งหมด 1,728 คดี

• ปี 2568 (1 ม.ค. – 23 เม.ย. 68) ยอดรวมทั้งหมด 2,685 คดี

“บุหรี่ไฟฟ้า” เสี่ยงป่วยโรคจิตเวช

(15 เม.ย. 68) ศ.พญ.สุวรรณา เรืองกาญจนเศรษฐ์ รองผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ (ศจย.) คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี เผยในการเสวนาวิชาการ “บุหรี่ไฟฟ้าภัยเงียบที่คุณต้องรู้ ก่อนสุขภาพจะพัง” ว่า การสูบบุหรี่ไฟฟ้าเป็นพฤติกรรมเสี่ยงต่อสุขภาพ ก่อให้เกิดผลกระทบทางเศรษฐกิจของประเทศ ทั้งภาระค่าใช้จ่ายการรักษาพยาบาลระยะยาวในโรงพยาบาล และจำนวนประชากรที่สูญเสีย และยังเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ผู้สูบป่วยเป็นโรคทางเดินหายใจเรื้อรังและเพิ่มความเสี่ยงต่อการป่วยโรคจิตเวช เพราะผู้สูบบุหรี่ไฟฟ้าจะมีภาวะวิตกกังวล หงุดหงิดง่าย ในผู้ที่มีปัญหาสุขภาพจิตอยู่แล้วจะมีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้นได้ง่าย สอดคล้องกับผลการศึกษาการประเมินภาวะความเสี่ยงการเกิด             โรคจิตเวชจากบุหรี่ไฟฟ้า ปี 2568 โดยคณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล พบว่า ผู้ที่สูบบุหรี่ไฟฟ้ามีโอกาสเสี่ยงต่อการป่วยภาวะซึมเศร้าสูงถึง 1.58 เท่า เสี่ยงฆ่าตัวตาย 2.05 เท่า เมื่อเทียบกับผู้ไม่เคยสูบบุหรี่ไฟฟ้า

 

#รัฐบาลเดินหน้าปราบบุหรี่ไฟฟ้าต่อเนื่องทำสถิติลดลงกว่าร้อยละ80ย้ำบังคับใช้กฎหมายเข้ม #บุหรี่ไฟฟ้า #สำนักนายกรัฐมนตรี #กระทรวงสาธารณสุข #สำนักงานตำรวจแห่งชาติ #นโยบายรัฐบาล20กระทรวง

 


image รูปภาพ
image

Line

คะแนนโหวต :
StarStarStarStarStar