(14 ก.พ. 68) นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กล่าวปาฐกถาในงาน JFCCT Prime Minister’s Address Luncheon 2025 ของหอการค้าร่วมต่างประเทศในประเทศไทย ในหัวข้อ “Sustainable Thailand - Advancing with Reforms” สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลเพื่อสร้างการเติบโตที่ยั่งยืนให้กับประเทศในระยะยาว เพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน ความร่วมมือระหว่างประเทศ ตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นที่จะบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน SDGs ของสหประชาชาติ ภายในปี ค.ศ. 2030 หลังดัชนี SDGs ปี ค.ศ. 2024 ระบุไทยได้รับการจัดอันดับที่ 45 ของโลก อันดับที่ 3 ในเอเชีย และอันดับที่ 1 ในอาเซียน ติดต่อกัน 6 ปี (ค.ศ. 2019 - 2024) และการที่ไทยเข้าเป็นสมาชิก OECD เน้นส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาด สนับสนุนการนำโมเดลเศรษฐกิจ BCG มาใช้ ทั้งหมดเป็นความมุ่งมั่นของรัฐบาลเพื่อพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจที่ยั่งยืนและครอบคลุม เน้นประชาชนเป็นศูนย์กลาง ด้าน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ปาฐกถาพิเศษ ในหัวข้อ“Unlocking New Horizons: Hong Kong and Greater Bay Area as a Hub for Global Business and Finance” ย้ำความสัมพันธ์ ทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งระหว่างไทยและฮ่องกง เสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจและการค้า ซึ่งกระทรวงพาณิชย์พร้อมสนับสนุนผู้ประกอบการไทยและฮ่องกง เพื่อแสวงหาโอกาสความร่วมมือให้เติบโตอย่างยั่งยืน
(14 ก.พ. 68) นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กล่าวปาฐกถาในงาน JFCCT Prime Minister’s Address Luncheon 2025 ของหอการค้าร่วมต่างประเทศในประเทศไทย (Joint Foreign Chambers of Commerce in Thailand: JFCCT) ในหัวข้อ “Sustainable Thailand - Advancing with Reforms” โดยมี นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ดร.นลินี ทวีสิน ประธานผู้แทนการค้าไทย นางวีเบ็คก้า ลิสซานด์ เลอร์ว็อก (Mrs. Vibeke Lyssand Leirvag) ประธาน JFCCT พร้อมด้วยคณะผู้แทน JFCCT จำนวน 36 คน (เป็นองค์กรภาคเอกชนที่ประกอบไปด้วยหอการค้าต่างประเทศ 36 ประเทศจากทั่วทุกภูมิภาค อาทิ สวิตเซอร์แลนด์ เยอรมนี ฝรั่งเศส อินเดีย และตุรกี เป็นต้น) คณะทูตานุทูตต่างประเทศประจำประเทศไทย ผู้บริหารภาคเอกชนจากทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ และสื่อมวลชน เข้าร่วมงาน
นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยสาระสำคัญของปาฐกถา ดังนี้ นายกรัฐมนตรีรู้สึกเป็นเกียรติที่ได้ร่วมงาน ซึ่งมีผู้นำภาคธุรกิจและผู้มีส่วนสำคัญในการกำหนดทิศทางเศรษฐกิจโลกเข้าร่วมจำนวนมาก สะท้อนถึงความเชื่อมั่นที่เพิ่มขึ้นของนักลงทุนต่างประเทศต่ออนาคตทางเศรษฐกิจไทย พร้อมทั้งขอบคุณ JFCCT ที่ได้จัดงานนี้ขึ้น เพื่อส่งเสริมการค้าการลงทุน และความร่วมมือทางเศรษฐกิจซึ่งมีส่วนสำคัญในการเสริมสร้างเศรษฐกิจไทย
โดยนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงหัวข้องาน “Sustainable Thailand - Advancing with Reforms” ซึ่งสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลเพื่อสร้างการเติบโตและยืดหยุ่นให้กับประเทศไทยในระยะยาว
• โดยเห็นว่าความร่วมมือระหว่างภาครัฐกับภาคเอกชนจะช่วยนำทางประเทศไทย ส่งเสริมการเติบโตอย่างยั่งยืน เพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน และสร้างความสำเร็จระยะยาวในเศรษฐกิจโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาที่ยั่งยืน
• รัฐบาลย้ำในการให้ความสำคัญและมุ่งมั่นที่จะบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) ของสหประชาชาติ ภายในปี ค.ศ. 2030 โดยดัชนี SDGs ปี ค.ศ. 2024 ไทยได้รับการจัดอันดับที่ 45 ของโลก อันดับที่ 3 ในเอเชีย และอันดับที่ 1 ในอาเซียน ติดต่อกัน 6 ปี (ค.ศ. 2019 - 2024)
นอกจากนี้ เมื่อปีที่ผ่านมา ไทยได้รับเชิญให้เข้าสู่กระบวนการเพื่อเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา(Organization for Economic Co-operation and Development: OECD) ซึ่งเป็นก้าวสำคัญสู่การเป็นสมาชิก OECD โดยเป็นผลสำเร็จจากโครงการความร่วมมือต่าง ๆ กับ OECD เช่น การส่งเสริมความร่วมมือเพื่อสนับสนุนการดำเนินธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบ และการสนับสนุนเชิงยุทธศาสตร์ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม (วทน.) เพื่อความเป็นกลางทางคาร์บอนและการเปลี่ยนผ่านของไทยทั้งหมดนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของไทยในการร่วมมือกับนานาชาติ เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาที่ยั่งยืนอย่างต่อเนื่อง
นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงวิสัยทัศน์ของประเทศไทยเพื่อเศรษฐกิจที่ยั่งยืนและยืดหยุ่น ซึ่งรัฐบาลมุ่งมั่นเปลี่ยนการเติบโตทางเศรษฐกิจแบบดั้งเดิมให้เป็นการเติบโตที่ยั่งยืน
• โดยสนับสนุนการนำโมเดลเศรษฐกิจ Bio-Circular-Green (BCG) มาใช้ มุ่งเน้นการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ นวัตกรรม และความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม ครอบคลุมอุตสาหกรรมหลัก เช่น เกษตรกรรมและอาหาร การดูแลสุขภาพและเทคโนโลยีชีวภาพ พลังงานและวัสดุ การท่องเที่ยวและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ โดยใช้จุดแข็งของไทยด้านความหลากหลายทางชีวภาพและเทคโนโลยี เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถทางการแข่งขันในระดับโลก
• สิ่งสำคัญของกลยุทธ์นี้ คือ การส่งเสริมความรับผิดชอบของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในด้านการผลิตและการบริโภค การลดขยะ และการส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาด ซึ่งจะสนับสนุนไทยให้บรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน ภายในปี ค.ศ. 2050 และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ภายในปี ค.ศ. 2065
• ไทยมีแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (Power Development Plan) ซึ่งได้รับการรับรองเมื่อปี ค.ศ. 2018 และมีความก้าวหน้าภายใต้พระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมถึงมีเป้าหมายในการเพิ่มสัดส่วนผลิตไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนอย่างน้อยร้อยละ 50 ภายในปี ค.ศ. 2040 โดยความพยายามเหล่านี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจ ควบคู่กับการรักษาสิ่งแวดล้อม เพื่อสร้างอนาคตที่ดีและยั่งยืนสำหรับทุกคน
นายกรัฐมนตรีได้กล่าวขอบคุณและยืนยันความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจที่ยั่งยืนและครอบคลุม ซึ่งมุ่งเน้นที่ประชาชนเป็นศูนย์กลาง โดยเชื่อมั่นว่า แนวคิดและความคิดเห็นที่ได้มีการแลกเปลี่ยนในวันนี้ จะเป็นแรงบันดาลใจและแนวทางในการขับเคลื่อนสู่สังคมที่ยั่งยืนยิ่งขึ้น พร้อมเน้นย้ำการทำงานร่วมกัน เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไปข้างหน้าอย่างยั่งยืน มั่งคั่ง และครอบคลุมสำหรับทุกคน
“ไทย-ฮ่องกง” จับมือเป็นศูนย์กลางการค้า-การเงินระดับโลก
(13 ก.พ. 68) นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวปาฐกถาพิเศษ ในงาน Business Luncheon ภายใต้หัวข้อ“Unlocking New Horizons : Hong Kong and Greater Bay Area as a Hub for Global Business and Finance” จัดโดยสำนักงานเศรษฐกิจและการค้าฮ่องกง (HKETO) ร่วมกับสมาคมการค้าไทย-ฮ่องกง โดยมีผู้แทนระดับสูงจากฮ่องกงและจีนเข้าร่วม อาทิ Mr. Jiang Wei อัครราชทูตที่ปรึกษา (กิจการเศรษฐกิจการพาณิชย์) Ms. Maisie Chan กรรมาธิการเพื่อการพัฒนาเขตอ่าวกวางตุ้ง-ฮ่องกง-มาเก๊า Mr. Joseph Chan รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงบริการการเงินและการคลัง และ Mr. Parson Lam ผู้อำนวยการ สำนักงานเศรษฐกิจและการค้าฮ่องกง ประจำกรุงเทพฯ
นายพิชัย กล่าวว่า ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งระหว่างไทยและฮ่องกง โดยเฉพาะบทบาทของเขตอ่าวกวางตุ้ง-ฮ่องกง-มาเก๊า(Greater Bay Area: GBA) ที่กำลังกลายเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจระดับโลก ซึ่งเป็นโอกาสสำคัญที่ไทยและฮ่องกงสามารถร่วมมือกันเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจและการค้า
• ฮ่องกงเป็นคู่ค้าอันดับที่ 12 ของไทย ในปี 2567 มูลค่าการค้าระหว่างกันสูงถึง 17.04 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 24.3% จากปีก่อนหน้านอกจากนี้ ข้อตกลงทางเศรษฐกิจที่มีอยู่ เช่น ความตกลงเพื่อการเลี่ยงการเก็บภาษีซ้อน (Agreement for the Avoidance of Double Taxation) และความตกลง ส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุน (Agreement for the Promotion and Protection of Investment) รวมถึงความตกลงการค้าเสรีอาเซียน-ฮ่องกง (AHKFTA) มีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมการค้าและการลงทุนระหว่างกัน และที่สำคัญยังมีความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (Regional Comprehensive Economic Partnership: RCEP) ซึ่งเป็นข้อตกลงการค้าเสรีที่ใหญ่ที่สุดในโลก ครอบคลุมกว่า 30% ของ GDP และประชากรโลก จะช่วยเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจในภูมิภาคได้เป็นอย่างดี
• รัฐบาลไทย นำโดย นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ให้ความสำคัญกับการเปิดกว้างทางเศรษฐกิจและการค้า โดยมุ่งส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศ โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรมสำคัญ และอยากให้ฮ่องกงเข้ามาร่วมมือกับไทยในการพัฒนาศูนย์กลางทางการเงิน ใช้ประโยชน์จากสภาพแวดล้อม ที่เอื้อต่อการดำเนินธุรกิจของฮ่องกงและความพร้อมของไทยในด้านต้นทุนดำเนินธุรกิจที่ต่ำ แรงงานที่มีทักษะและโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินที่แข็งแกร่ง
#ไทยต้องยืน1ในเอเชียหลังUNยกไทยเป็นประเทศพัฒนายั่งยืนที่1ในอาเซียน6ปีซ้อน #กระทรวงพาณิชย์
#นโยบายรัฐบาล20กระทรวง