นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กดปุ่มแจกเงินให้กับผู้สูงอายุ เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2568 โดยนายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ รับลูกต่อจากโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านผู้สูงอายุ ที่ได้รับการโอนเงินสำเร็จแล้วกว่า 2.8 ล้านราย เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดได้จัดโครงการ “ชูใจ วัยเก๋า 60+” ร่วมมือกับผู้ผลิต ผู้จำหน่าย และแพลตฟอร์มออนไลน์ กว่า 200 ราย ในกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค กลุ่มบริการ และกลุ่มแพลตฟอร์มออนไลน์ รวมกว่า 20,000 รายการ ลดราคาสินค้าสูงสุด 86% ระยะเวลา 91 วันเต็ม ระหว่างวันที่ 30 มกราคม - 30 เมษายน 2568 โดยกำหนดออกบูธจำหน่ายสินค้าต่อเนื่องทั้งในกรุงเทพมหานครและในส่วนภูมิภาค พร้อมสั่งกรมการค้าภายในดูแลต้นทุนราคาสินค้า ทลายการผูกขาดและคิดกำไรเกินควรด้วย โดยคาดจะสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจทั่วประเทศมากกว่า 30,000 ล้านบาท
นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้กดปุ่มแจกเงินให้กับผู้สูงอายุ เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2568 ที่ผ่านมา โดยนายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ รับลูกต่อจากโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านผู้สูงอายุที่ได้รับเงินไปแล้ว เพื่อให้เกิดประโยชน์มากที่สุดทำให้เงิน 10,000 บาท เพิ่มเป็น 12,000/ 13,000 และ 14,000 บาท มาใช้จ่ายให้เกิดประโยชน์สูงสุด มีความสุข เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจและช่วยเหลือคนในทุกระดับ คาดว่าการจัดโครงการนี้จะสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจทั่วประเทศมากกว่า 30,000 ล้านบาท ตลอดระยะเวลา 91 วันของแคมเปญ และช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชนได้ถึง 10,000 ล้านบาท พร้อมสั่งกรมการค้าภายในดูแลต้นทุนราคาสินค้า ทลายการผูกขาด-คิดกำไรเกินควรด้วย
สำหรับโครงการ “ชูใจ วัยเก๋า 60+” ตอบรับนโยบายรัฐบาลในโครงการเติมเงิน 10,000 บาท กระตุ้นเศรษฐกิจผ่านผู้สูงอายุที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป จำนวนกว่า 3 ล้านราย โดยได้ร่วมมือกับผู้ประกอบการ ทั้งผู้ผลิต ผู้จำหน่าย ห้างค้าส่งค้าปลีก ห้างท้องถิ่น ร้านสะดวกซื้อ และแพลตฟอร์มออนไลน์ กว่า 200 ราย ใน 3 กลุ่มสินค้า ประกอบด้วย กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค กลุ่มบริการ และกลุ่มแพลตฟอร์มออนไลน์ รวมกว่า 20,000 รายการ ลดราคาสินค้า สูงสุด 86% ระยะเวลา 91 วันเต็ม ระหว่างวันที่ 30 มกราคม - 30 เมษายน 2568 เพื่อช่วยเหลือผู้สูงอายุ ที่จะนำเงินไปซื้อสินค้า สามารถซื้อสินค้าได้ในราคาถูกลง เป็นการลดภาระค่าใช้จ่าย ลดค่าครองชีพ และยังช่วยให้มีเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจและช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ
สั่งกรมการค้าภายในดูแลต้นทุนราคาสินค้า
นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ระบุว่า “เศรษฐกิจไทยกำลังไปได้ดี ดูได้จากตัวเลขการลงทุน ปี 2567 ที่มีเข้ามาถึง 1.13 ล้านล้านบาท และการส่งออกปี 2567 ขยายตัวถึง 5.4% เมื่อดูโครงสร้าง GDP กำลังไปได้ด้วยดี สิ่งที่ขาดอยู่คือการบริโภคและหนี้ ซึ่งกระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทยพยายามแก้ ถ้าสามารถกระตุ้นการบริโภคได้จะทำให้เศรษฐกิจดีขึ้น เชื่อว่ารัฐบาลกำลังเดินไปอย่างถูกต้อง ขอให้ทุกคนมั่นใจและเชื่อใจ สำหรับเรื่องราคาสินค้าจะเข้ามาดูโครงสร้างราคาสินค้าทั้งหมดว่าสินค้าไหนที่แพงเกินไป คิดราคาโขกประชาชน เราจะลดราคา เข้ามาดูโครงสร้างราคา ตอนนี้มีสินค้าควบคุมแล้ว 57 รายการ จะเพิ่มสินค้าควบคุมอีก 2 รายการ คือ เครื่องดูดฝุ่น กับเครื่องฟอกอากาศ คาดว่าจะเสร็จภายในหนึ่งเดือน ซึ่งเรื่องอะไรที่เป็นปัญหาในปัจจุบันกระทรวงพาณิชย์พร้อมทำงานดูแลพี่น้องประชาชนเต็มที่”
• ช่วงระหว่างวันที่ 11-14 กุมภาพันธ์ 2568 กระทรวงพาณิชย์ได้มีกำหนดการออกบูธจำหน่ายสินค้า
ณ ชุมชนเคหะร่มเกล้า และจะมีการจัดกิจกรรมอย่างต่อเนื่องทั้งในกรุงเทพมหานคร และในส่วนภูมิภาคตลอดระยะเวลาโครงการ
• ในเดือนกุมภาพันธ์ถึงมีนาคม 2568 ได้กำหนดแผนจัดกิจกรรมในภาคเหนือที่จังหวัดลำพูน และภาคใต้ที่จังหวัดภูเก็ต จะนำสินค้าซึ่งเป็นที่ต้องการของกลุ่มผู้สูงวัย เป็นสินค้าคุณภาพดี ราคาประหยัด เพื่อให้กลุ่มวัยเก๋าได้เลือกซื้อสินค้าตามความต้องการ
โอนเงินหมื่นเฟส 2 สำเร็จแล้วกว่า 2.8 ล้านราย
(29 ม.ค. 68) นายพรชัย ฐีระเวช ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2568 กระทรวงการคลังโดยกรมบัญชีกลางได้มีการโอนเงิน 10,000 บาท ตามโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านผู้สูงอายุ (โครงการฯ) ให้กลุ่มเป้าหมายจำนวน 3,025,596 ราย โดยมีผลการโอนเงินแบ่งเป็น โอนเงินสำเร็จจำนวน 2,825,076 ราย (หรือคิดเป็นร้อยละ 93.37) โอนเงินไม่สำเร็จจำนวน 200,520 ราย (หรือคิดเป็นร้อยละ 6.63)
สำหรับสาเหตุที่โอนเงินให้แก่กลุ่มเป้าหมายไม่สำเร็จ เนื่องจากกลุ่มเป้าหมายโอนเงินไม่สำเร็จส่วนใหญ่ ร้อยละ 97.10 ยังไม่ลงทะเบียนสมัครพร้อมเพย์เพื่อผูกบัญชีเงินฝากกับเลขประจำตัวประชาชน และร้อยละ 2.90 ของจำนวนกลุ่มเป้าหมายที่โอนเงินไม่สำเร็จ เนื่องจากสถานะบัญชีมีปัญหาไม่สามารถใช้งานหรือรับโอนเงินได้
• กระทรวงการคลัง ขอประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนผู้ได้รับสิทธิตรวจสอบผลการจ่ายเงินผ่านทางแอปพลิเคชัน “ทางรัฐ” ได้ตั้งแต่วันที่ 28 มกราคม 2568 เป็นต้นไป โดยหากปรากฏผลว่าโอนเงินไม่สำเร็จกระทรวงการคลัง จะมีการจ่ายเงินซ้ำ (Retry) อีกจำนวน 3 ครั้ง (28 กุมภาพันธ์, 28 มีนาคม และ 28 เมษายน 2568)
• ขอให้ประชาชนผู้ได้รับสิทธิเร่งติดต่อธนาคารเพื่อดำเนินการผูกพร้อมเพย์กับบัญชีเงินฝากด้วยเลขประจำตัวประชาชน ส่วนประชาชนที่เคยผูกบัญชีพร้อมเพย์กับเลขประจำตัวประชาชนแล้วให้ติดต่อธนาคารเพื่อตรวจสอบบัญชีดังกล่าวว่ามีปัญหาใด เช่น บัญชีธนาคารถูกปิด บัญชีธนาคารติดเงื่อนไข บัญชีธนาคารไม่มีการเคลื่อนไหวเป็นเวลานาน เป็นต้น และขอแก้ไขตามแต่ละกรณี โดยอาจจำเป็นต้องผูกพร้อมเพย์กับบัญชีใหม่ เพื่อให้มั่นใจว่าพร้อมรับเงินในรอบถัดไป
• เมื่อพ้นกำหนดการจ่ายเงินซ้ำ ครั้งที่ 3 แล้ว กระทรวงการคลังจะยุติการจ่ายเงินให้แก่กลุ่มเป้าหมาย และถือว่ากลุ่มเป้าหมายไม่ประสงค์รับเงินภายใต้โครงการฯ
• หากประสงค์จะร้องเรียนเกี่ยวกับสิทธิการได้รับเงินของตนสามารถดำเนินการยื่นเรื่องผ่านศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ช่องทางต่าง ๆ อาทิ ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ของรัฐบาล สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี สายด่วน 1111 ศูนย์ดำรงธรรม รวมถึงผ่านช่องทางร้องทุกข์ของกระทรวงหรือกรมที่เกี่ยวข้อง เป็นต้น
ช่องทางการสอบถามข้อมูล
1. ช่องทางหลักในการตรวจสอบสิทธิ และผลการได้รับเงินในโครงการฯ แอปพลิเคชัน “ทางรัฐ”
2. เว็บเพจรวบรวมข้อมูลข่าวสารประชาสัมพันธ์ของโครงการฯ เว็บไซต์กระทรวงการคลัง www.mof.go.th แบนเนอร์โครงการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านผู้สูงอายุ
3. Call Center สำหรับสอบถามข้อมูลทั่วไปของโครงการฯ ศูนย์บริการข้อมูลภาครัฐเพื่อประชาชน สายด่วน 1111
#พณต่อยอดเงินหมื่นเฟส2จัดชูใจวัยเก๋า60+ลดราคาสินค้า20000รายการทั่วประเทศยาว91วันเต็ม
#กระทรวงพาณิชย์ #กระทรวงการคลัง #กรมการค้าภายใน #นโยบายรัฐบาล20กระทรวง
3