เพื่อส่งเสริมสภาพคล่องทางการเงิน และเพิ่มช่องทางเข้าถึงแหล่งเงินทุนให้กับประชาชน กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย ได้ขับเคลื่อนมาตรการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของสถานธนานุบาลทั่วประเทศ 263 แห่ง รวมทั้งสถานธนานุบาลกรุงเทพมหานคร อีก 21 แห่ง ระยะเวลาตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 31 มีนาคม 2568 เพื่อเป็นตัวช่วยในการลดการพึ่งพิงการกู้เงินนอกระบบ ปลดภาระหนี้ครัวเรือน โดยจากข้อมูลล่าสุดกระทรวงการคลัง ได้อนุมัติเงินช่วยเหลือประชาชนที่เป็นหนี้นอกระบบผ่านมาตรการสินเชื่อต่างๆ แล้ว 1,778.17 ล้านบาท
นายคารม พลพรกลาง รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า เพื่อส่งเสริมสภาพคล่องทางการเงินและการเข้าถึงแหล่งเงินทุนให้กับพี่น้องประชาชน พร้อมทั้งลดการพึ่งพาเงินกู้นอกระบบ รัฐบาลโดยกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) กระทรวงมหาดไทย ขับเคลื่อนมาตรการผ่านสถานธนานุบาล ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 263 แห่ง ทั่วประเทศ จัดมาตรการปรับลดอัตราดอกเบี้ยให้กับผู้มีรายได้น้อย โดยมีระยะเวลาตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 31 มีนาคม 2568 ดังนี้ 1) เงินต้น 5,000 บาท 3 เดือนแรกไม่คิดดอกเบี้ย จากนั้นคิดดอกเบี้ย 0.25% ต่อเดือน 2) เงินต้นเกิน 5,000 บาท คิดดอกเบี้ย 1% ต่อเดือน
นายคารม กล่าวต่อว่า เพื่อให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ สำนักงานสถานธนานุบาลกรุงเทพมหานคร ปรับลดอัตราดอกเบี้ยพิเศษผ่านการขับเคลื่อนโครงการผ่านแคมเปญ “โครงการของขวัญให้เพื่อน” เพื่อเป็นการช่วยเหลือและแบ่งเบาภาระรายจ่ายให้สำหรับประชาชนผู้มาใช้บริการที่โรงรับจำนำ กทม. ซึ่งมีระยะเวลาตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 31 มีนาคม 2568 รวมระยะเวลา 3 เดือน โดยกำหนดอัตราดอกเบี้ยพิเศษต่อเดือน ดังนี้
1. เงินต้นไม่เกิน 5,000 บาท อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 0.20 บาท จำกัดวงเงินรับจำนำรวมต่อ 1 ราย (บุคคล) ไว้ที่ไม่เกิน 100,000 บาท โดยนับรวมวงเงินรับจำนำสถานธนานุบาลกรุงเทพมหานครทุกแห่ง
2. เงินต้น 5,001 - 15,000 บาท อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 0.80 บาท ต่อเดือน
3. เงินต้นเกิน 15,000 บาท อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 1.00 บาท ต่อเดือน
ทั้งนี้ ยังคงอายุตั๋วจำนำตามปกติคือ 4 เดือน 30 วัน
“รัฐบาลพร้อมสนับสนุนเพื่อส่งเสริมให้ประชาชนมีสภาพคล่องทางการเงินและอำนวยความสะดวกให้ประชาชนสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้โดยง่ายลดการพึ่งพาเงินกู้นอกระบบ โดยข้อมูลจากสำนักงานสถานธนานุบาลกรุงเทพมหานคร ในปีงบประมาณ 2567 ตั้งแต่ (ต.ค. 66 - ก.ย. 67) มีการรับจำนำ จำนวนเงินทั้งสิ้น 8,700 ล้านบาท จำนวน 430,000 ราย มีทรัพย์ที่นำมาจำนำมากที่สุด อันดับ 1 ทองคำ ร้อยละ 89 และอื่น ๆ อีกมากมาย สำหรับผู้ที่สนใจใช้บริการโรงรับจำนำ กทม. สามารถเดินทางเข้าใช้บริการได้ที่โรงรับจำนำ กทม. ในวันจันทร์ - ศุกร์ เวลา 08.00- 16.00 น. (ไม่พักเที่ยง) ทั้ง 21 สาขา และสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มได้ที่ 02 158 0042-4” นายคารม ระบุ
คืบหน้าแก้ปัญหาหนี้นอกระบบ กระทรวงการคลัง อนุมัติเงินช่วยเหลือไปแล้ว 50,077 ราย ยอดรวม 1,778.17 ล้านบาท
(3 ม.ค. 68) นายพรชัย ฐีระเวช ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยความคืบหน้าของการดำเนินการให้ความช่วยเหลือทางการเงินเพื่อแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบของกระทรวงการคลังที่ร่วมกับสถาบันการเงินเฉพาะกิจ ได้แก่ ธนาคารออมสิน และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ผ่านมาตรการสินเชื่อต่าง ๆ ได้แก่ โครงการสินเชื่อธนาคารประชาชน สินเชื่อเพื่อชำระหนี้สินนอกระบบ สินเชื่อกองทุนหมุนเวียนเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรผู้ยากจน มาตรการสินเชื่อเพื่อช่วยเหลือและรองรับลูกหนี้นอกระบบที่ลงทะเบียนแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบ และสินเชื่อสร้างงานสร้างอาชีพ โดยผลการดำเนินการตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2566 – 31 ธันวาคม 2567 มีประชาชนที่เป็นหนี้นอกระบบได้รับอนุมัติให้ความช่วยเหลือทางการเงินไปแล้วจำนวน 50,077 ราย ยอดอนุมัติรวมทั้งสิ้น 1,778.17 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากแถลงข่าวกระทรวงการคลังเมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2567 จำนวน 24,684 ราย และมียอดอนุมัติเพิ่มขึ้น 577.36 ล้านบาท
โฆษกกระทรวงการคลัง กล่าวเพิ่มเติมว่า กระทรวงการคลังมีนโยบายส่งเสริมให้มีการประกอบธุรกิจสินเชื่อรายย่อยระดับจังหวัดภายใต้การกำกับ (สินเชื่อพิโกไฟแนนซ์) เพื่อเพิ่มช่องทางในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบให้แก่ประชาชนรายย่อยในอัตราดอกเบี้ยที่เป็นธรรม ไม่ถูกเอาเปรียบจากเจ้าหนี้นอกระบบที่เรียกเก็บอัตราดอกเบี้ยที่เกินกว่ากฎหมายกำหนด รวมทั้งยังเป็นช่องทางให้เจ้าหนี้นอกระบบสามารถเข้ามาให้บริการสินเชื่อในระบบอย่างถูกกฎหมาย โดยข้อมูล เดือนธันวาคม 2567 มีนิติบุคคล (บริษัทจำกัดหรือห้างหุ้นส่วนจำกัด) ได้รับใบอนุญาตให้ประกอบธุรกิจสินเชื่อพิโกไฟแนนซ์และเปิดดำเนินการแล้ว 1,148 ราย ใน 75 จังหวัด และ ณ สิ้นเดือนตุลาคม 2567 มีการอนุมัติสินเชื่อพิโกไฟแนนซ์ให้กับประชาชนรายย่อยสะสมทั้งสิ้น 4,768,999 บัญชี เป็นจำนวนเงินรวม 46,177.93 ล้านบาท โดยเป็นยอดสินเชื่อคงค้าง 385,807 บัญชี เป็นจำนวนเงินรวม 7,203.55 ล้านบาท ทั้งนี้ นิติบุคคลที่สนใจประกอบธุรกิจสินเชื่อพิโกไฟแนนซ์สามารถดูข้อมูลการยื่นคำขออนุญาตได้ที่ www.1359.go.th หรือโทรสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่สายด่วน 1359 กองนโยบายพัฒนาระบบการเงินภาคประชาชน สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง โทร. 0 2169 7130
ธปท. แนะ 3 วิธีหลุดพ้นจากหนี้นอกระบบ
ธนาคารแห่งประเทศไทย ได้ให้ข้อมูลเรื่องการแก้ปัญหาหนี้นอกระบบผ่านการเผยแพร่บทความ ระบุว่า สารพัดสาเหตุที่ทำให้คนหลงเข้าไปอยู่ในวงจรของหนี้นอกระบบ ไม่ว่าจะเป็นมีเรื่องให้ต้องใช้เงินฉุกเฉิน เงินไม่พอใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ต้องลงทุนค้าขาย หมุนเงินไปจ่ายหนี้เดิม หรือกู้เงินในระบบไม่ได้เนื่องจากมีคุณสมบัติไม่ตรงตามที่ธนาคารกำหนดหรือมีหนี้ในระบบมากมายจนกู้เพิ่มไม่ได้ สุดท้ายแล้วหลายคนก็พบว่า หนี้นอกระบบไม่ได้เป็นตัวช่วยอย่างที่คิดแต่กลับถูกดอกเบี้ยสร้างภาระอันหนักอึ้งให้แทน ยิ่งถ้าเป็นประเภทดอกลอยยิ่งทวีคูณความโหดขึ้นไปอีก เพราะเป็นเงินกู้ที่ลูกหนี้จ่ายแต่ดอกเบี้ยทุกวันไปเรื่อย ๆ ไม่เคยตัดเงินต้น จนกว่าจะมีเงินก้อนมาจ่ายเงินต้นทั้งหมดจึงหมดหนี้ จากเงินกู้ไม่กี่พันบาทอาจกลายเป็นต้องจ่ายเงินเพื่อใช้หนี้ไปเป็นหลักหมื่นหรือหลักแสน สุดท้ายไม่สามารถหลุดออกจากวงจรหนี้ได้ เมื่อติดกับดักหนี้นอกระบบ หลายคนมักเลือกหาทางออกด้วยการหนีหนี้ แต่การเผชิญหน้าและแก้ปัญหาน่าจะเป็นทางออกที่ดีกว่า จึงขอเสนอ 3 วิธีดังต่อไปนี้
1. หาเงินมาปิดหนี้
เริ่มต้นด้วยการลดรายจ่ายไม่จำเป็นลง เช่น ค่าชอปปิง ค่าอาหารมื้อพิเศษ ค่ากาแฟ ค่าเหล้า ค่าบุรี่ ค่าหวย หารายได้เพิ่มเติมจากความถนัดหรืองานอดิเรกของตัวเอง และลองรวบรวมข้อมูลทรัพย์สินที่มีอยู่ว่ามีอะไรที่น่าจะนำไปขายได้เพื่อนำเงินไปใช้หนี้ ซึ่งการตัดใจขายทรัพย์สิน คนส่วนใหญ่คงบอกว่าทำใจลำบาก แต่เมื่อผ่านสถานการณ์นี้ไปได้ค่อยทยอยเก็บเงินซื้อทรัพย์สินใหม่ก็ยังไม่สายเกินไป
2. หาแหล่งเงินกู้ในระบบ
สอบถามธนาคารของรัฐ เช่น ธนาคารออมสิน ธ.ก.ส. และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย ซึ่งอาจมีโครงการสินเชื่อเพื่อช่วยลดปัญหาหนี้นอกระบบออกมาเป็นระยะ หรือขอสินเชื่อจากสถาบันการเงินต่างๆ เช่น สินเชื่อส่วนบุคคลซึ่งมีทั้งแบบที่ไม่มีหลักประกันและมีหลักประกัน (เช่น บ้านหรือทะเบียนรถ) นอกจากนี้ ยังมีสินเชื่อพิโกไฟแนนซ์และสินเชื่อพิโกพลัส ซึ่งดอกเบี้ยของสินเชื่อเหล่านี้น้อยกว่าดอกเบี้ยของหนี้นอกระบบ มีสัญญาชัดเจน และมีหน่วยงานทางการกำกับดูแลอีกด้วย
3. หาคนกลางมาช่วยไกล่เกลี่ยประนอมหนี้
ติดต่อสำนักงานคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชน (สคช.) สำนักงานอัยการสูงสุด สายด่วน 1157 โดยคณะอนุกรรมการไกล่เกลี่ยประนอมหนี้นอกระบบประจำจังหวัดจะช่วยเป็นตัวกลางในการเจรจาไกล่เกลี่ยประนอมหนี้ระหว่างลูกหนี้กับเจ้าหนี้นอกระบบให้เกิดความเป็นธรรมแก่ทั้ง 2 ฝ่าย สำหรับลูกหนี้ที่มีความสามารถในการชำระหนี้น้อย จะมีคณะอนุกรรมการฟื้นฟูและพัฒนาศักยภาพการหารายได้ของลูกหนี้นอกระบบในทุกจังหวัดช่วยฝึกอบรมอาชีพ ฝีมือแรงงาน และให้ความรู้ทางการเงิน นอกจากนี้ ลูกหนี้นอกระบบสามารถขอคำปรึกษาและร้องเรียนปัญหาหนี้นอกระบบได้ที่หน่วยงานราชการ ดังต่อไปนี้
(ที่มา :http://bit.ly/3aojiur)
#อปท-กทมลดอัตราดอกเบี้ยโรงรับจำนำ #หนี้นอกระบบ #สถานธนานุบาล #กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น #กระทรวงมหาดไทย #นโยบายรัฐบาล20กระทรวง