“คมนาคม” ขับเคลื่อนเชื่อมโยงทุกมิติระบบขนส่ง ผลักดันประเทศไทยสู่การเป็น “ศูนย์กลางด้านคมนาคมในภูมิภาค”

    นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “Mobility Infrastructure for Sustainability’s Journey” ในงาน Sustainability Forum 2025 : Synergizing for Driving Business เร่งขับเคลื่อน “ความหวัง โอกาส และความเสมอภาคทางเศรษฐกิจและสังคม” เดินหน้าลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนาดใหญ่ และเชื่อมโยงระบบคมนาคมขนส่งของประเทศในทุกมิติ ครอบคลุมทั้งทางบก ทางราง ทางน้ำ และทางอากาศ ให้มีประสิทธิภาพ เพื่อให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการคมนาคมและขนส่งของภูมิภาค (Logistics Hub) พัฒนาสนามบินให้เป็นศูนย์กลางการบินของภูมิภาค (Aviation Hub) โดยมีการจัดทำแผนแม่บทพัฒนาคมนาคมทุกระบบ มีเป้าหมายที่ชัดเจน รวมถึงโครงการ Mega Project แลนด์บริดจ์ เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไปสู่การยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน และผลักดันให้ไทยก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางด้านคมนาคมในภูมิภาคอย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ ยังเร่งดำเนินการจัดทำมาตรการ “สมุดพกผู้รับเหมา” เพื่อควบคุมดูแลความปลอดภัยขั้นสูงสุดในการก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่ โดยจะเข้าหารือกับกรมบัญชีกลางถึงแนวทางจัดทำมาตรการเพื่อให้เป็นรูปธรรมโดยเร็วที่สุด ทั้งการปรับเงิน ตัดคะแนน ลดชั้นผู้รับเหมา รวมถึงการถอดรายชื่อออกจากทะเบียนผู้รับเหมาที่มีสิทธิเข้าประมูลโครงการของภาครัฐ จากเหตุการณ์ความเสียหายกรณีชิ้นส่วนสะพานที่ก่อสร้างถล่มบนถนนพระราม 2 เกิดความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สิน

(4 ธ.ค. 67) นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “Mobility Infrastructure for Sustainability’s Journey” ในงาน Sustainability Forum 2025 : Synergizing for Driving Business ระบุว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี นางสาวแพทองธาร ชินวัตร ต้องการเปลี่ยน “ความท้าทาย” ให้กลายเป็น “ความหวัง โอกาส และความเสมอภาคทางเศรษฐกิจและสังคม” รัฐบาลจึงเดินหน้าลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนาดใหญ่ ทั้งทางถนน ทางราง ทางน้ำ และทางอากาศ ให้มีประสิทธิภาพเชื่อมต่อกันอย่างไร้รอยต่อ โดยส่งเสริมให้เกิดความปลอดภัยทางถนนและลดต้นทุนระบบโลจิสติกส์ สร้างรถไฟทางคู่และรถไฟความเร็วสูงควบคู่กับการพัฒนาเมืองที่สอดคล้องกับความต้องการของพื้นที่ เพื่อให้เกิดการกระจายความเจริญทางเศรษฐกิจ ยกระดับท่าเรือเพื่อเพิ่มศักยภาพในการการขนส่งสินค้าทางทะเล เพื่อให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการคมนาคมและขนส่งของภูมิภาค (Logistics Hub) พัฒนาสนามบิน และเปิดเส้นทางการบินใหม่ ๆ เพื่อให้ไทยเป็นศูนย์กลาง

การบินของภูมิภาค (Aviation Hub) 

กระทรวงคมนาคม พร้อมขับเคลื่อนการพัฒนาระบบคมนาคมขนส่ง โดยได้มอบนโยบาย “คมนาคมเพื่อโอกาสประเทศไทย” ให้หน่วยงานในสังกัดกระทรวงใช้เป็นกรอบในการทำงาน เพื่อสนับสนุนนโยบายรัฐบาลและสร้างโอกาสให้กับประชาชน ทั้งด้านการเดินทางของคนและการขนส่งสินค้า ให้ทุกหน่วยงานเพิ่มประสิทธิภาพและเชื่อมโยงระบบคมนาคมขนส่งในประเทศในทุกมิติ ครอบคลุมทั้งทางบก ทางราง ทางน้ำ และทางอากาศ เชื่อมโยงโครงข่ายคมนาคมไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็น “ศูนย์กลางด้านคมนาคมในภูมิภาค” อย่างยั่งยืน แบ่งเป็น 3 ระยะ ได้แก่ 

• ระยะเร่งด่วน เร่งรัดการก่อสร้างโครงการที่อยู่ระหว่างดำเนินการให้สามารถเปิดให้บริการได้ตามกำหนดเวลา มุ่งเน้นการยกระดับคุณภาพการให้บริการและมาตรฐานด้านความปลอดภัยที่สามารถ

ทำได้ทันทีและใช้งบประมาณไม่สูง รวมถึงปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน สถานี และยานพาหนะ 

ให้สะอาด สวยงาม และเป็นระเบียบเรียบร้อย 

• ระยะกลาง ขับเคลื่อนการลงทุนและก่อสร้างโครงการที่ยังไม่เริ่มก่อสร้าง เพื่อเปิดให้บริการได้ตามแผน 

• ระยะยาว ขับเคลื่อนโครงการขนาดใหญ่ที่อยู่ในแผนแม่บท ซึ่งมีขั้นตอนในช่วงเตรียมการตามระเบียบหลายขั้นตอน ให้สามารถเริ่มก่อสร้างได้ เพื่อเป็นรากฐานการพัฒนาระบบคมนาคมขนส่งของประเทศอย่างยั่งยืน

จัดทำแผนแม่บทการพัฒนาระบบคมนาคมในทุกมิติ

          กระทรวงคมนาคม มุ่งเน้นการปรับเปลี่ยนรูปแบบการขนส่งสินค้าจากการขนส่งทางถนนเป็นทางรางและทางน้ำที่มีต้นทุนหรือค่าใช้จ่ายต่ำกว่า ส่วนการเดินทางต้องการส่งเสริมให้ประชาชนเปลี่ยนมาใช้ระบบขนส่งสาธารณะในทุกรูปแบบ ด้วยมุ่งหวังให้ประเทศไทยมีระบบคมนาคมที่มีประสิทธิภาพ ช่วยแก้ไขปัญหาและสร้างโอกาสของประเทศ อาทิ แก้ไขปัญหาการจราจรที่ติดขัด ปัญหามลพิษ และฝุ่น PM2.5 สร้างโอกาสในการค้าขาย สร้างงานสร้างรายได้ให้กับประชาชน หากผู้ประกอบการเปลี่ยนมาขนส่งสินค้าทางรถไฟและทางน้ำแทนการขนส่งด้วยรถบรรทุกจะทำให้ต้นทุนการขนส่งสินค้าของไทยลดลง ส่งผลให้ราคาสินค้าไทยสามารถแข่งขันกับประเทศอื่น ๆ ได้ ขายของได้มากขึ้น มีกำลังการผลิตและการจ้างงานมากขึ้น ส่งผลให้เศรษฐกิจดีขึ้น

 โดยจัดทำแผนแม่บทการพัฒนาระบบคมนาคมในทุกมิติ ประกอบด้วย 

• การคมนาคมทางราง มีแผนพัฒนารถไฟฟ้าในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล 14 เส้นทาง ระยะทางรวม 554 กิโลเมตร เปิดให้บริการแล้วประมาณ 280 กิโลเมตร อยู่ระหว่างก่อสร้าง 5 โครงการ เตรียมเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาอนุมัติ 3 โครงการ และอยู่ระหว่างเตรียมความพร้อมอีก 12 โครงการ เพื่อให้ประชาชนเดินทางด้วยระบบรถไฟฟ้าได้อย่างสะดวกและประหยัดค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ซึ่งจะเร่งการใช้ระบบตั๋วร่วมและนโยบายรถไฟฟ้าสูงสุด 20 บาทตลอดสายทุกเส้นทาง คาดว่าจะเริ่มในเดือนกันยายน 2568 

o การขนส่งระหว่างเมืองได้เร่งรัดการพัฒนารถไฟทางคู่ ระยะที่ 1 จำนวน 7 เส้นทาง ก่อสร้างแล้วเสร็จ 5 เส้นทาง และอยู่ระหว่างก่อสร้าง 2 เส้นทาง ส่วนรถไฟทางคู่ ระยะที่ 2 จำนวน 7 เส้นทาง ประกวดราคาแล้ว 1 เส้นทาง และอีก 6 เส้นทาง อยู่ระหว่างเตรียมเสนอ ครม. อนุมัติ นอกจากนี้ ได้พัฒนารถไฟทางคู่สายใหม่ อยู่ระหว่างก่อสร้าง 2 เส้นทาง ได้แก่ โครงการรถไฟทางคู่

ช่วงเด่นชัย - เชียงราย - เชียงของ และช่วงบ้านไผ่ - มุกดาหาร - นครพนม 

o แผนพัฒนารถไฟความเร็วสูง อยู่ระหว่างก่อสร้าง 2 เส้นทาง ได้แก่ 1) รถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน และ 2) รถไฟความเร็วสูงช่วงกรุงเทพฯ - นครราชสีมา อยู่ระหว่างนำเสนอ

ขออนุมัติต่อ ครม. 1 โครงการ ได้แก่ รถไฟความเร็วสูงช่วงนครราชสีมา - หนองคาย พร้อมก่อสร้างสะพานมิตรภาพไทย - ลาว เพิ่มอีก 1 สะพาน ที่จังหวัดหนองคาย เพื่อเชื่อมต่อรถไฟความเร็วสูงของไทยกับ สปป.ลาว - จีน และในอนาคตมีแผนจะก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงจากกรุงเทพฯ ไปเชียงใหม่ และจากกรุงเทพฯ ไปปาดังเบซาร์ 

• การคมนาคมทางน้ำ ในพื้นที่กรุงเทพฯ มีแผนพัฒนาท่าเรือโดยสารสาธารณะในแม่น้ำเจ้าพระยาให้เป็น Smart Pier (ท่าเรืออัจฉริยะ) 29 ท่า เปิดให้บริการแล้ว 11 ท่า และจะเร่งผลักดันให้เปิดบริการภายในปี 2568 อีก 5 ท่า และจะเปิดให้บริการครบ 29 ท่า ภายในปี 2570 

o แผนพัฒนาท่าเรือสำราญ (Cruise Terminal) เพื่อรองรับการท่องเที่ยว มีแผนจะก่อสร้าง 3 แห่ง ที่ชลบุรี เกาะสมุย และภูเก็ต โดยจะเริ่มก่อสร้างแห่งแรกที่เกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี ในปี 2568

o แผนการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 เพื่อให้สามารถรองรับความต้องการขนส่งสินค้าทางทะเลที่เพิ่มขึ้นในอนาคต ปัจจุบันกำลังดำเนินโครงการในระยะที่ 3 เพื่อเพิ่มจำนวนท่าเทียบเรือ และติดตั้งสิ่งอำนวยความสะดวกให้ครบครัน รวมถึงแก้ไขปัญหาจราจรภายในและภายนอกท่าเรือแหลมฉบังให้เกิดความสะดวก 

• การคมนาคมทางบก ให้ความสำคัญกับการพัฒนาโครงข่ายการคมนาคมและบริการขนส่งทางบกให้มีความปลอดภัยและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยให้มีการเชื่อมต่อการขนส่งรูปแบบต่าง ๆ อย่างไร้รอยต่อ นำเทคโนโลยีและการบริหารจัดการที่ทันสมัยมาใช้ในการพัฒนาและให้บริการ ปรับปรุงกฎหมายให้มีทันสมัย โดยจะเร่ง “ปิดตำนานถนน 7 ชั่วโคตร” บนถนนสายพระราม 2 ให้แล้วเสร็จภายในเดือนมิถุนายน 2568 รวมทั้งเปิดให้บริการมอเตอร์เวย์ M6 สายบางปะอิน - นครราชสีมา ตลอดเส้นทางในช่วงปีใหม่ 2569 และ M81 ตลอดเส้นทาง ภายในปี 2568 

• การคมนาคมทางอากาศ มุ่งพัฒนาอุตสาหกรรมการบิน เพื่อสร้างโอกาสให้ประเทศไทยเป็น Aviation Hub ส่งเสริมให้เกิดการลงทุนด้านการบินของเอกชนในประเทศ และสนับสนุนการเชื่อมโยงการให้บริการด้านการบินกับการท่องเที่ยวในประเทศ เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวและสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวให้เพิ่มมากขึ้น โดยมีแผนการพัฒนาด้านคมนาคมทางอากาศ 3 ระยะ ได้แก่ 

o ระยะเร่งด่วน มุ่งเน้นการอำนวยความสะดวก สร้างรอยยิ้มประสบการณ์ที่ดีให้กับผู้มาใช้บริการสนามบิน เช่น การนำระบบการออกบัตรโดยสารด้วยตัวเอง (CUPPS) หรือการนำระบบโหลดกระเป๋าด้วยตัวเอง (CUBD) มาใช้ รวมถึงการเชื่อมต่อการเดินทางจากสนามบินกับการขนส่งรูปแบบอื่น ๆ อย่างมีประสิทธิภาพ 

o ระยะกลาง มุ่งเน้นเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับผู้โดยสารและเที่ยวบินของท่าอากาศยานหลักของประเทศให้สามารถรองรับผู้โดยสารและเที่ยวบินได้มากขึ้น 

o ระยะยาว ก่อสร้างท่าอากาศยานแห่งใหม่ 2 แห่ง ได้แก่ ท่าอากาศยานล้านนา และท่าอากาศยานอันดามัน ทั้ง 2 สนามบิน คาดว่าจะเปิดให้บริการได้ในปี 2573 รวมทั้งส่งเสริมอุตสาหกรรมการซ่อมบำรุงอากาศยานทั้งระบบ เพื่อรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมการบินในอนาคต

แผนการพัฒนาโครงการแลนด์บริดจ์

โครงการ Mega Project กระทรวงคมนาคมมีแผนการพัฒนาโครงการแลนด์บริดจ์ เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์การขนส่งสินค้าทางทะเลในภูมิภาคอาเซียน โครงการแลนด์บริดจ์จะเป็นประตูการนำเข้าและส่งออกแห่งใหม่ในพื้นที่ภาคใต้ของประเทศไทย และเป็นเส้นทางขนส่งตู้สินค้าทางทะเลทางเลือกใหม่ของภูมิภาค นอกเหนือจากการที่ต้องไปขนถ่ายตู้สินค้าผ่านช่องแคบมะละกา จากการศึกษาพบว่าจะช่วยลดต้นทุนในการขนส่งได้ 15 - 20% และช่วยประหยัดเวลาในการขนส่งได้ 3 - 5 วัน

          นายสุริยะ กล่าวว่า “กระทรวงคมนาคม จะเร่งรัดขับเคลื่อนทุกโครงการเพื่อประโยชน์ของประชาชนคนไทย และสอดคล้องตามนโยบายของรัฐบาลในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ นำไปสู่การยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน และผลักดันให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางด้านคมนาคมในภูมิภาคอย่างยั่งยืนต่อไป” 

เดินหน้ามาตรการ "สมุดพกผู้รับเหมา"

จากเหตุการณ์ความเสียหายกรณีชิ้นส่วนสะพานที่ก่อสร้างถล่มบนถนนพระราม 2 เกิดความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สิน นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า ขณะนี้ได้มอบหมายให้หน่วยงานในสังกัดกระทรวงฯ ที่มีงานก่อสร้าง เช่น กรมทางหลวง กรมทางหลวงชนบท การทางพิเศษแห่งประเทศไทย การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย ร่วมกันเร่งพิจารณาให้ความเห็นต่อร่างระเบียบกระทรวงการคลังในการประเมินผลการปฏิบัติงานของผู้รับเหมา เพื่อเข้าหารือกับกรมบัญชีกลางถึงแนวทางจัดทำมาตรการ “สมุดพกผู้รับเหมา” เพื่อให้ออกมาเป็นรูปธรรมโดยเร็วที่สุด 

มาตรการเบื้องต้น นอกจากจะปรับเงินสูงสุดตามกฎหมายและตัดสิทธิในการเข้าร่วมประมูลงานแล้ว จะเพิ่มการ “ตัดคะแนน” ด้วย ซึ่งหากไม่ผ่านเกณฑ์ที่กำหนดจะพิจารณาลดชั้นผู้รับเหมา รวมถึงการถอดรายชื่อออกจากทะเบียนผู้รับเหมาที่มีสิทธิเข้าประมูลโครงการของภาครัฐทันที โดยภายในระยะเวลา 2 สัปดาห์นี้ จะเร่งสรุปความเห็นต่อร่างระเบียบกระทรวงการคลัง เพื่อนำไปพูดคุยรายละเอียดเพิ่มเติมกับกรมบัญชีกลาง หาข้อสรุปให้มีผลบังคับใช้ต่อไป 

ด้านนายอภิรัฐ ไชยวงศ์น้อย อธิบดีกรมทางหลวง (ทล.) กล่าวว่า ขณะนี้ได้แต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง โดยเชิญผู้แทนจากวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) และสภาวิศวกร ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมโยธา เข้าร่วมเป็นคณะกรรมการฯ เพื่อหาสาเหตุโดยจะทราบผลการตรวจสอบภายใน 14 วัน เพื่อให้การแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและครอบคลุมทุกด้าน ทล. และ วสท. ได้ร่วมมือกันในด้านต่าง ๆ ได้แก่ การวางแผนการเคลื่อนย้ายชิ้นส่วนโครงสร้างเหล็กและคอนกรีตออกจากพื้นที่โดยร่วมกับคณะอนุกรรมการสาขาโครงสร้างและสะพาน และคณะอนุกรรมการสาขาวิศวกรรมยกหิ้วและปั้นจั่น วสท. การบินโดรนสำรวจความเสียหายของโครงสร้างเหล็กโดยละเอียดร่วมกับวิศวกร ทล. การร่วมประชุมวางแผนเพื่อหาข้อสรุปในการกำหนดจุดติดตั้งเครนกับทีมงานที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย และการกำกับดูแลการดำเนินการทั้งหมดร่วมกับทีมวิศวกรผู้เชี่ยวชาญ เพื่อความปลอดภัยสูงสุด ส่วนความคืบหน้าล่าสุดกรณีการเคลื่อนย้ายชิ้นส่วนโครงสร้างเหล็กและคอนกรีตนั้น ขณะนี้ทีมวิศวกรสามารถยกชิ้นส่วนสะพานคอนกรีต (Segment) จำนวน 3 ก้อน ที่ติดค้างอยู่ด้านบนลงมาได้อย่างปลอดภัยแล้ว และจะรื้อในส่วนของโครงสร้างเหล็กต่อไป โดยตามกำหนดจะแล้วเสร็จภายใน 14 วัน และหลังจากนั้นพร้อมเปิดให้ประชาชนได้จราจรได้ตามปกติ ทั้งเส้นหลักและเส้นคู่ขนานของทางหลวงหมายเลข 35

สำหรับการก่อสร้างทุกโครงการบนถนนเส้นพระราม 2 ภายในช่วงวันที่ 26 ธันวาคม 2567 - 2 มกราคม 2568 กระทรวงคมนาคมได้สั่งการให้ระงับการดำเนินการทั้งหมด พร้อมคืนผิวถนนในการสัญจรให้ได้มากที่สุด เพื่อต้องการอำนวยความสะดวกให้กับประชาชนที่ใช้เส้นทาง พร้อมแนะนำประชาชนศึกษาเส้นทางก่อนเดินทางเพื่อหลีกเลี่ยงการจราจรที่ติดขัดช่วงเทศกาลปีใหม่

 

#คมนาคมขับเคลื่อนเชื่อมโยงทุกมิติระบบขนส่งผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางด้านคมนาคมในภูมิภาค #กระทรวงคมนาคม #กรมทางหลวง #นโยบายรัฐบาล20กระทรวง


image รูปภาพ
image

Line

คะแนนโหวต :
StarStarStarStarStar