Carbon Credit โอกาสทางธุรกิจเพื่อการฟื้นฟูโลก ตอนที่ 1 โลกรวน ก๊าซเรือนกระจก Carbon Credit กลไกสนับสนุนการลดก๊าซเรือนกระจกอย่างยั่งยืน เพื่อเรา และโลกของเรา

รัฐบาลไทยให้ความสำคัญกับการสานต่อนโยบายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ส่งเสริมให้ไทยเป็นศูนย์กลางด้านการซื้อขาย Carbon Credit โดยตั้งเป้าหมายว่าประเทศไทยจะเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี 2050 และปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2065 เพื่อลดผลกระทบจากภาวะโลกเดือด โลกรวน เพราะภัยธรรมชาติทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้นในทุกปี เช่นปัญหาน้ำท่วมที่เกิดขึ้นในภาคเหนือของประเทศไทย โดยการส่งเสริมคาร์บอนเครดิตจึงถูกนำมาใช้กำหนดนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมทั่วโลก อธิบายอย่างง่ายแล้ว คาร์บอนเครดิต คือ ปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ลด หรือกักเก็บ ได้จากการดําเนินโครงการคาร์บอนเครดิต สำหรับประเทศไทยสามารถดำเนินการได้ผ่านโครงการ T-VER หรือ โครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย (Thailand Voluntary Emission Reduction Program : T-VER) ที่กำกับและดูแลโดย องค์การ บริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก.  เช่น โครงการผลิตพลังงานไฟฟ้าจากพลังงานลม พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานน้ำ โครงการผลิตพลังงานความร้อนโดยใช้เชื้อเพลิงชีวมวล โครงการเพิ่มประสิทธิภาพพลังงาน โครงการปลูกป่าไม้และอนุรักษ์ป่า เป็นต้น ซึ่งต้องดำเนินการตามหลักเกณฑ์และกระบวนการของแต่ละมาตรฐานในการทำโครงการ โดยปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ อบก. ให้การรับรอง จะเรียกว่า “คาร์บอนเครดิต” สามารถนำไปซื้อ-ขาย แลกเปลี่ยน และใช้ในกิจกรรมการชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้

โลกรวน และจุดมุ่งหมายของไทยสู่ Net Zero

พายุหมุนเขตร้อนที่ถี่ขึ้น อุทกภัยหนัก และดินโคลนถล่มทางภาคเหนือของไทย และในหลายประเทศทั่วโลก ภัยพิบัติทางธรรมชาติเหล่านี้ เป็นสัญลักษณ์ว่าโลกกำลังเข้าสู่ “ภาวะโลกรวน” โดยสาเหตุหลักเกิดจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เกิดจากการกระทำของมนุษย์ทั้งทางตรงและทางอ้อม ภาวะโลกรวนจากสภาพภูมิอากาศที่แปรปรวนส่งผลกระทบต่อชีวิตในโลก ซึ่งความรวนนั้น รวนตั้งแต่ด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม ชีวิตความเป็นอยู่ โดยผลกระทบที่เห็นได้ชัดที่สุด คือภัยพิบัติที่ทวีความรุนแรงขึ้น การขาดแคลนอาหาร และพื้นที่อยู่อาศัยลดน้อยลง 

ไทยเองมีการดำเนินการในการแก้ปัญหาทางสิ่งแวดล้อมมาโดยตลอด ประเทศไทยลงนามให้สัตยาบันในพิธีสารเกียวโต (Kyoto Protocol) ซึ่งเป็นพิธีสารภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2545 ในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามความสมัครใจ ซึ่งไทยก็มีพันธกิจในการส่งเสริมการพัฒนาโครงการลดก๊าซเรือนกระจกและตลาดคาร์บอนในประเทศ และดำเนินการมาในสมัยของหลายๆรัฐบาลที่ผ่านมา ในปัจจุบัน นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี คนที่ 31 ของไทย เมื่อคราวแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีฯ ต่อรัฐสภาเมื่อเดือนกันยายน 2567 ได้กล่าวถึงนโยบายด้านสิ่งแวดล้อม โดยให้คำมั่นว่า จะสานต่อนโยบายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ส่งเสริมให้ไทยเป็นศูนย์กลางด้านการซื้อขาย Carbon Credit นอกจากนี้แล้ว นายกรัฐมนตรีฯ 

ได้ย้ำจุดยืนดังกล่าวในการกล่าวปาฐกถาพิเศษ หัวข้อ “Thailand Economic Big Move” ในงานสัมมนา ASEAN Economic Outlook 2025: The Rise of ASEAN, A Renewing Opportunity  โดยนายกรัฐมนตรีได้แสดงวิสัยทัศน์ คือการที่อาเซียนต้องร่วมกันทางออกจากปัญหาสิ่งแวดล้อม ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และลดภาวะโลกเดือดให้ได้ เพราะภัยธรรมชาติ จะทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้นในทุก ๆ ปี เห็นได้จากปัญหาน้ำท่วมที่เกิดขึ้นในภาคเหนือของประเทศไทย ถือเป็นโจทย์หนึ่งของรัฐบาลที่จะเตรียมพร้อมกับประชาชน เพื่อรับมือกับภาวะโลกเดือด และเยียวยากับสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้น ซึ่งต้องอาศัยเวลาหลายปีในการวางแผน อีกทั้งจะเร่งรัดนโยบายให้ได้ผลในเชิงปฏิบัติมากกว่าที่เป็นอยู่ และในเรื่องคาร์บอนเครดิต (Carbon Credit) โดยตั้งเป้าหมายว่าประเทศไทยจะเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี 2050 ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2065 และสนับสนุนพลังงานทางเลือกอย่างจริงจัง มีนโยบายเกี่ยวกับการใช้โซล่าเซลล์อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งรัฐบาลจะเร่งรัดดำเนินนโยบายอย่างเต็มที่ในยุคที่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกลายเป็นวิกฤตระดับโลก 

ก๊าซเรือนกระจก ศัตรูตัวร้ายของโลก

ก๊าซเรือนกระจก (Greenhouse gases : GHGs) คือ กลุ่มก๊าซในชั้นบรรยากาศโลกที่สามารถกักเก็บและดูดกลืนคลื่นความร้อนหรือรังสีอินฟราเรด (Infrared) ที่ส่งผ่านลงมายังพื้นผิวโลกจากดวงอาทิตย์ได้ดี ก่อนทำการปลดปล่อยพลังงานดังกล่าวออกมาในรูปของความร้อน ซึ่งทำให้โลกเกิด “ภาวะเรือนกระจก” ที่สามารถช่วยรักษาสมดุลของอุณหภูมิพื้นผิวดาวเคราะห์ไว้ได้ แต่ในปัจจุบันมีก๊าซบางชนิดสะสมอยู่ในชั้นบรรยากาศมากเกินสมดุล ซึ่งก๊าซเหล่านี้สามารถดูดกลืนรังสีคลื่นยาวช่วงอินฟราเรดและคายพลังงาน

ความร้อนได้ดีพื้นผิวโลกและชั้นบรรยากาศ จึงมีอุณหภูมิสูงขึ้นส่งผลกระทบต่อสภาพภูมิอากาศของโลก และสิ่งมีชีวิตพื้นผิวโลก โดยก๊าซเรือนกระจกมี 7 ชนิดได้แก่ 

1) คาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ก๊าซเรือนกระจกที่ถูกปล่อยเข้าสู่ชั้นบรรยากาศโลกมากที่สุด และเป็นตัวการที่ทำให้เกิดการสะสมพลังงานความร้อนในชั้นบรรยากาศมากที่สุดเช่นกัน มีอายุในชั้นบรรยากาศได้นานถึง 200 ปี โดยมีแหล่งกำเนิดจาก 2 ทาง ได้แก่ เกิดขึ้นจากธรรมชาติ : การระเบิดของภูเขาไฟ การย่อยสลายของอินทรียวัตถุ เกิดขึ้นโดยมนุษย์ : การเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิลต่าง ๆ เช่น ถ่านหิน น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ รวมไปถึงการตัดไม้ทำลายป่า

2) ก๊าซมีเทน (CH4) ก๊าซเรือนกระจกที่ถูกปล่อยเข้าสู่ชั้นบรรยากาศโลกมากเป็นอันดับ 2 ซึ่งมีคุณสมบัติสะสมพลังงานความร้อนได้ดีกว่าคาร์บอนไดออกไซด์ถึง 84 เท่า แต่มีอายุในชั้นบรรยากาศได้ราว ๆ 12 ปี โดยมีแหล่งกำเนิดจาก 2 ทาง ได้แก่ เกิดขึ้นจากธรรมชาติ : การย่อยสลายของซากสิ่งมีชีวิต และการย่อยสลายของเสียต่าง ๆ เกิดขึ้นโดยมนุษย์ : การจัดการขยะด้วยวิธีฝังกลบ การเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิลต่าง ๆ การเพาะปลูกข้าว และการทำฟาร์มปศุสัตว์

3) ก๊าซไนตรัสออกไซด์ (N2O) ก๊าซธรรมชาติที่มีประสิทธิภาพในการสร้างภาวะเรือนกระจกได้ดีกว่าคาร์บอนไดออกไซด์ถึง 260 เท่า มีอายุในชั้นบรรยากาศได้นานเกิน 1 ศตวรรษ โดยมีแหล่งกำเนิดจาก 2 ทาง ได้แก่ เกิดขึ้นจากธรรมชาติ : การย่อยสลายของซากสิ่งมีชีวิตโดยแบคทีเรียในดินและมหาสมุทร และการย่อยสลายของอินทรียวัตถุ เกิดขึ้นโดยมนุษย์ : การเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิลต่าง ๆ การเผาไหม้เศษวัสดุเหลือใช้ทางเกษตร การใช้กรดไนตริกในกระบวนการผลิต และการใช้ปุ๋ยที่มีองค์ประกอบของไนโตรเจน

4) กลุ่มก๊าซฟลูออริเนต (Fluorinated gases) มีคุณสมบัติกักเก็บความร้อนได้ดีกว่าคาร์บอนไดออกไซด์หลายพันเท่า มีอายุในชั้นบรรยากาศได้ตั้งแต่ 100 - 50,000 ปี โดยมีแหล่งกำเนิดจากการสังเคราะห์ของมนุษย์ที่ใช้ในภาคอุตสาหกรรมเป็นหลัก

5) ก๊าซไฮโดรฟลูออโรคาร์บอน (HFCs) ใช้เป็นสารทำความเย็นในเครื่องปรับอากาศ ตู้เย็น ตู้แช่เข็ง และใช้ในการดับเพลิง ก๊าซเปอร์ฟลูออโรคาร์บอน (PFCs) ใช้ในกระบวนการหลอมอะลูมิเนียมและผลิตสารกึ่งตัวนำไฟฟ้า

6) ก๊าซไนโตรเจนไตรฟลูออไรด์ (NF3) ใช้ในกระบวนการผลิตของภาคอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์หรือวงจรขนาดเล็ก

7) ก๊าซซัลเฟอร์เฮกซะฟลูออไรด์ (SF6) ใช้ในภาคอุตสาหกรรมยางรถยนต์ อุตสาหกรรมแมกนีเซียม

นอกจากนี้เรายังจำเป็นต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับบุคคล หรือตัวเราเองซึ่งมีความสำคัญมากขึ้นเรื่อย ๆ แต่ละคนมีส่วนร่วมในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างไร และมีปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ปล่อยเท่าไหร่ โดยข้อมูลจาก Our World in Data ปี 2022 พบว่าค่าเฉลี่ยของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่อหัวประชากรทั่วโลก อยู่ที่ประมาณ 4-5 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี (tCO2e/year) ซึ่งตัวเลขนี้ยังแตกต่างกันอย่างมากระหว่างกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้วและกลุ่มประเทศที่กำลังพัฒนา

          ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พบว่า ประเทศที่มีปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของบุคคลต่อหัว มากที่สุด 3 อันดับแรก คือ บรูไน 24 tCO2e/คน/ปี, สิงค์โปร 8.9 tCO2e/คน/ปี, มาเลเซีย 8.6 tCO2e/คน/ปี ส่วนประเทศไทยมีปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่อหัวประชากรเฉลี่ยอยู่ที่ 3.8 tCO2e/คน/ปี ซึ่งถือว่ายังอยู่ในระดับกลางๆ แต่ถ้าเทียบกับเพื่อนบ้านอย่าง อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ พม่า ลาว เวียดนาม ประเทศไทยเรายังถือว่ามีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่สูงกว่าอยู่มาก ปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการปล่อยก๊าซเรือนกระจกระดับบุคคล เช่น

                1. การใช้พลังงานในที่พักอาศัย (ประมาณ 20-30% ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกส่วนบุคคล) คนที่อาศัยในเมืองใหญ่มักจะมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงกว่าคนในชนบท เนื่องจากการใช้พลังงานและการบริโภคที่สูงกว่า

               2. การเดินทางและการขนส่ง (ประมาณ 25-35% ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกส่วนบุคคล) ผู้ที่มีรายได้สูงมักจะมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากกว่า เนื่องจากการบริโภคและการเดินทางที่มากกว่า เช่น การใช้รถยนต์ส่วนตัว การเดินทางโดยเครื่องบิน เป็นต้น

              3. อุปนิสัยการบริโภค (ประมาณ 15-25% ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกส่วนบุคคล) การกินอาหารในชีวิตประจำวัน การรับประทานอาหารมังสวิรัติหรือวีแกนสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 0.8 tCO2e/ปี เมื่อเทียบกับการรับประทานเนื้อสัตว์ หรือการเลือกใช้สินค้าและบริการในชีวิตประจำวัน ก็เป็นการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมอีกด้วย

              4. การจัดการขยะ (ประมาณ 3-5% ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกส่วนบุคคล) การทิ้งขยะของบุคคลก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลต่อปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่เพิ่มขึ้นจากการฝังกลบ หรือแม้แต่การเผาขยะ ไม่คัดแยกขยะรีไซเคิลก็ส่งผลต่อการเพิ่มก๊าซเรือนกระจกทั้งสิ้น

          อย่างไรก็ตาม การเข้าใจถึงปริมาณและแหล่งที่มาของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกส่วนบุคคลเป็นก้าวแรกที่สำคัญในการแก้ไขปัญหาโลกเดือดได้ แม้ว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกจะอยู่ที่ 4-5 tCO2e/คน/ปี แต่มีความแตกต่างอย่างมากในแต่ละประเทศ ทั้งนี้ อยู่ที่การเลือกและปรับเปลี่ยนวิถีการใช้ชีวิตที่ยั่งยืนมากขึ้น สามารถช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกส่วนบุคคลได้อย่างมีนัยสำคัญ 

เกร็ดน่ารู้ : ปัจจุบัน TGO ได้พัฒนา Application: Net Zero Man ให้คนไทยได้ประเมินการปล่อยก๊าซเรือนกระจกระดับบุคคลได้อย่างง่ายๆ ด้วยตัวเอง ซึ่งภายใน App มีการคำนวณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดทั้งปี และยังสามารถชดเชยปริมาณก๊าซเรือนกระจกภายใน App เพื่อเป็นคนไทยหัวใจไร้คาร์บอน ได้ง่ายๆ อีกด้วย ถ้าท่านอยากรู้ว่าพฤติกรรมของเรามีส่วนทำให้เกิดภาวะโลกเดือนมากน้อยแค่ไหน สามารถดาวน์โหลดได้ฟรี ทั้งระบบปฏิบัติการระบบ Android และ iOS โดยชื่อโปรแกรมที่ปรากฏใน Play Store หรือ App Store เรียกว่า “Net Zero Man”

รู้จัก คาร์บอนเครดิต โอกาสใหม่เพื่อการฟื้นฟูโลก

คาร์บอนเครดิต คือ ปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ลด/กักเก็บ ได้จากการดําเนินโครงการคาร์บอนเครดิต สำหรับประเทศไทยสามารถดำเนินการได้ผ่านโครงการ T-VER หรือ โครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย (Thailand Voluntary Emission Reduction Program : T-VER) ที่กำกับและดูแลโดย องค์การ บริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก.  เช่น โครงการผลิตพลังงานไฟฟ้าจากพลังงานลม พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานน้ำ โครงการผลิตพลังงานความร้อนโดยใช้เชื้อเพลิงชีวมวล โครงการเพิ่มประสิทธิภาพพลังงาน โครงการปลูกป่าไม้และอนุรักษ์ป่า เป็นต้น ซึ่งต้องดำเนินการตามหลักเกณฑ์และกระบวนการของแต่ละมาตรฐานในการทำโครงการ โดยปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ อบก. ให้การรับรอง จะเรียกว่า “คาร์บอนเครดิต” สามารถนำไปซื้อ-ขาย แลกเปลี่ยน และใช้ในกิจกรรมการชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้

กรณีของประเทศไทย คาร์บอนเครดิต คือ ใบรับรองปริมาณความสำเร็จในโครงการลด/กักเก็บก๊าซเรือนกระจกจากการดำเนินโครงการ T-VER ที่ผ่านกระบวนการตรวจสอบ ทวนสอบจากผู้ประเมินภายนอก และได้รับการรับรองจากคณะกรรมการองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก และเมื่อได้รับรองผลการลดก๊าซเรือนกระจก หรือที่เรียกว่าคาร์บอนเครดิตแล้ว ผู้พัฒนาโครงการจึงจะสามารถนำคาร์บอนเครดิตนี้ไปขายในตลาดคาร์บอนได้

โดยผู้ซื้อคาร์บอนเครดิตส่วนใหญ่ เป็นบริษัทหรือบุคคลที่ทำ CSR ซื้อคาร์บอนเครดิตไปใช้ในการชดเชยเพื่อบรรลุเป้าหมาย Carbon Neutral ทั้งในระดับองค์กร ผลิตภัณฑ์ การจัดประชุม/สัมมนา หรืองานอีเวนต์ และระดับบุคคล ส่วนผู้ขายหรือผู้พัฒนาโครงการลดก๊าซเรือนกระจก จะเป็นองค์กรภาครัฐ เอกชน สาขาการผลิต/บริการใดก็ได้ หรืออาจจะเป็นบุคคลหรือกลุ่มบุคคลก็ได้ ซึ่งขึ้นอยู่กับความสนใจในการเข้าร่วมทำโครงการของผู้พัฒนาโครงการ หากไม่ทำก็ไม่มีบทลงโทษ สำหรับประเทศไทย ได้เข้าร่วมให้สัตยาบันในพิธีสารเกียวโต เมื่อ 28 สิงหาคม พ.ศ.2545 โดยไทยอยู่ในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา ที่ไม่ถูกบังคับให้มีพันธกรณีในการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แต่สามารถร่วมดำเนินโครงการได้ในฐานะผู้ผลิตคาร์บอนเครดิตจากการดำเนินโครงการ

ก่อนที่ในปี พ.ศ.2550 คณะรัฐมนตรี มีการประกาศพระราชกฤษฎีกาให้จัดตั้งองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. ขึ้น ภายใต้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มีวัตถุประสงค์หลัก เพื่อให้บริการ ดูแล และกำหนดมาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับการวัด การรายงาน และการทวนสอบ และให้การรับรองปริมาณการปล่อย การลด และการชดเชยก๊าซเรือนกระจก รวมทั้งส่งเสริมการพัฒนาโครงการและการตลาดซื้อขายปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ได้รับการรับรอง เป็นศูนย์กลางข้อมูลที่เกี่ยวกับสถานการณ์ดำเนินงานด้านก๊าซเรือนกระจก ส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพ ตลอดจนให้คำแนะนำแก่หน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนเกี่ยวกับการบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจกคาร์บอนเครดิตจึงถูกนำมาใช้กำหนดนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมในหลายประเทศทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยด้วย เพื่อหวังลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในภาคอุตสาหกรรมต่างๆ และกลายเป็นสิ่งที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจ ผลในระยะยาว คือเมื่อภาคประชาชนและภาคเอกชนตระหนักรู้เรื่องภาวะโลกน้อยมากขึ้น ก็จะปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตที่ดีต่อโลกมากขึ้น ลงทุนในธุรกิจสีเขียว หรือที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น เทคโนโลยีพลังงานสะอาด หลังงานทดแทนเป็นต้น แต่ข้อสังเกตสำคัญคือ กระบวนการรับรอง Carbon credit ที่ต้องโปร่งใส ป้องกันปัญหาการหลอกลวง 

คาร์บอนเครดิต ไม่ใช่สิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 

ในเรื่องของ "คาร์บอนเครดิต" และ "สิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก" ยังมีหลายคนสงสัยว่าต่างกันอย่างไร เพราะหลายๆ ครั้งก็จะเจอว่า คาร์บอนเครดิต เป็นสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก "สิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก" (Allowance) คือ ปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่อนุญาตให้ปล่อยได้ภายใต้ระบบการซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Emission Trading Scheme: ETS) หรือ Cap and Trade ซึ่งเป็นกลไกประเภท “Site Based” หรือ “Facility Based” ในระดับองค์กรที่ใช้กำกับดูแลผู้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกรายใหญ่ของประเทศให้ลดก๊าซเรือนกระจกตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ โดยส่วนใหญ่จะมีภาครัฐเป็นผู้กำกับดูแล ซึ่งรัฐบาลจะจัดสรรสิทธิฯ ให้แก่โรงงานอุตสาหกรรมที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงๆ พร้อมกับเป้าหมายในการควบคุมปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งหากโรงงานปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากกว่าสิทธิฯ ที่ตนเองมี จะต้องไปซื้อสิทธิจากโรงงานที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำกว่าเป้าหมาย หรือสิทธิฯ ที่ได้รับนั่นเอง ในทางกลับกัน โรงงานที่มีสิทธิฯ เหลือ สามารถขายสิทธิฯ ได้ หลายคนอาจจะมองว่า เรื่อง "คาร์บอนเครดิต" เป็นเรื่องที่ไกลตัว แต่แท้จริงแล้วจะพบว่าการที่เราสนับสนุนสินค้าในภาคอุตสาหกรรม ที่ผลิตก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และก๊าซเรือนกระจกออกมามากๆ จนสร้างผลกระทบทำให้เกิด "ภาวะโลกรวน" จะบอกว่าเป็นเรื่องไกลตัวคงไม่ได้

 

#carboncredit #คาร์บอนเครดิต #องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือน #อบก #TGO #netzero2025 #tver 

#กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม #ผลงาน20กระทรวง #นโยบายรัฐบาล20กระทรวง

 


image รูปภาพ
image

Line

คะแนนโหวต :
StarStarStarStarStar