
เกาะติดสถานการณ์อุทกภัยภาคเหนือ บูรณาการการทำงานร่วมกันเร่งช่วยเหลือประชาชนอย่างเต็มที่
“ภูมิธรรม” ลงพื้นที่เชียงราย และน่าน เร่งทุกหน่วยงานเยียวยาประชาชน
(25 ส.ค. 67) นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่ช่วยเหลือตรวจเยี่ยมสถานที่ที่เกิดภัยพิบัติน้ำท่วม ซึ่งสร้างความเดือดร้อนต่อพี่น้องประชาชนในพื้นที่ จ.เชียงราย และ จ.น่าน ย้ำบูรณาการการทำงานร่วมกับทุกส่วน เพื่อบรรเทาทุกข์ให้พี่น้องประชาชนอย่างเต็มที่
รัฐบาลห่วงใยพี่น้องประชาชนในพื้นที่ เร่งทุกหน่วยงานสำรวจพื้นที่น้ำท่วม
เวลา 11.00 น. นายภูมิธรรมฯ เดินทางไปยัง วัดอัมพวัน (ม่วงใต้) อำเภอท่าวังผา จังหวัดน่าน พร้อมรับฟังรายงานสรุปสถานการณ์อุทกภัยจากนายชัยนรงค์ วงศ์ใหญ่ ผู้ว่าราชการจังหวัด สรุปสาระสำคัญ ดังนี้ สถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ อ.ท่าวังผา จ.น่าน ในวันที่ 20 - 21 สิงหาคม 2567 ได้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และน้ำล้นตลิ่งในพื้นที่อำเภอท่าวังผา ได้รับผลกระทบรวม 11 อำเภอ 65 ตำบล มีน้ำไหลเข้าพื้นที่การเกษตร สวนสาธารณะหมู่บ้าน และบ้านเรือนประชาชน จากการสำรวจเบื้องต้นพบว่า ได้รับความเสียหายโดยรวม 43 ครัวเรือน ขณะนี้สถานการณ์น้ำลดลงและเริ่มคลี่คลาย โดยมี อบต. เทศบาล ทหาร และภาคเอกชนช่วยระดมทำความสะอาด ซ่อมแซม ฟื้นฟูบ้านเรือนของประชาชน พร้อมเฝ้าระวังพื้นที่ชุมชน โดยเฉพาะพื้นที่สำคัญทางเศรษฐกิจและสถานที่สำคัญต่าง ๆ โดยทหาร ตำรวจ ฝ่ายปกครองได้จัดชุดปฏิบัติการเร่งให้ความช่วยเหลือด้านการดำรงชีพแก่ประชาชนที่ประสบภัยอย่างต่อเนื่อง
จากนั้น รองนายกรัฐมนตรีพบปะให้กำลังใจพี่น้องประชาชน และมอบถุงยังชีพให้แก่ผู้ประสบภัย ต.ศรีภูมิทั้งตำบล จำนวน 728 หลังคาเรือน พร้อมกล่าวว่า รัฐบาลห่วงใยพี่น้องประชาชนในพื้นที่ ได้สั่งการให้ทุกภาคส่วน เร่งฟื้นฟู และช่วยเหลือให้กลับคืนสู่สภาพปกติโดยเร็ว ดังนี้
• ให้หน่วยงานด้านการคมนาคม จัดเจ้าหน้าที่อำนวยความสะดวกการจราจรแนะนำเส้นทางเลี่ยงที่ปลอดภัย รวมทั้งจัดป้ายแจ้งเตือนประชาชนให้รับทราบ รวมทั้งเร่งซ่อมแซมเส้นทางที่ชำรุด/ถูกตัดขาด เร่งเคลียร์พื้นที่ที่ได้รับความเสียหาย เพื่อให้ประชาชนใช้สัญจรได้โดยเร็ว
• กำชับให้ทุกภาคส่วนดำเนินการตามแผนเผชิญเหตุของหน่วยงาน ให้ประชาชนติดตามประกาศแจ้งเตือนเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำด้วย
• กำชับกระทรวงพาณิชย์ ติดตามปริมาณและราคาสินค้า อย่าให้ขาดตลาด พร้อมวอนอย่าเอาเปรียบพี่น้องประชาชนในการขึ้นราคาสินค้า
• ขอบคุณทุกภาคส่วนที่ร่วมมือช่วยกันสร้างความมั่นใจ โดยทุกฝ่ายทำงานร่วมกันทั้งกระทรวงกลาโหม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมให้เตรียมการและงบประมาณช่วยเหลือผู้ประสบภัย ทั้งการช่วยเหลือ เยียวยา การฟื้นฟูซ่อมแซมบ้านเรือนของประชาชน จึงขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเร่งสำรวจและลงไปดูแลด้วย
รองนายกฯ ลงพื้นที่ จ.เชียงราย ย้ำ ให้ประชาชนติดตามการแจ้งเตือนอย่างใกล้ชิด
เวลา 15.30 น. รองนายกฯ เดินทางไปยัง ศาลาอเนกประสงค์บ้านหนองบัว ต.สันทรายงาม อ.เทิง จ.เชียงราย เพื่อติดตามสถานการณ์อุทกภัยและพบปะให้กำลังใจพร้อมมอบถุงยังชีพแก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัย โดย รองนายกฯ กล่าวถึงสถานการณ์น้ำในครั้งนี้ว่า นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีได้ฝากส่งกำลังใจมาให้ผู้ประสบอุทกภัย เนื่องจากยังไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้โดยสมบูรณ์ ต้องรอแถลงนโยบายต่อรัฐสภาก่อนจึงจะสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ อย่างไรก็ตาม คณะรัฐมนตรีมีอำนาจเต็มในการบริหารราชการ และจะแก้ปัญหาประชาชนอย่างเต็มที่
ทั้งนี้ ได้หารือกับหน่วยงานเพื่อเร่งแก้ไขปัญหาให้กับประชาชน ส่วนบ้านเรือนที่อยู่อาศัยที่ได้รับความเสียหาย ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทำโมเดลการซ่อมแซมบ้าน โดยได้รับการสนับสนุนวัสดุอุปกรณ์จากภาคเอกชน พร้อมย้ำให้ประชาชนติดตามการแจ้งเตือน และการพยากรณ์อากาศจากส่วนราชการอย่างใกล้ชิด ปัจจุบันได้มีการนำรถโมบายลงพื้นที่เพื่อเก็บข้อมูล กำหนดจุดเกิดเหตุน้ำท่วมได้อย่างแม่นยำ เพื่อแจ้งเตือนประชาชนล่วงหน้า และนำข้อมูลมาแก้ไขปัญหา รัฐบาลจะลงทุนในการบริหารจัดการน้ำทั้งระบบ ทำให้เป็นวาระแห่งชาติ เพื่อดูแลประชาชนได้อย่างเต็มที่ ขอให้ประชาชนมีกำลังใจที่จะสู้กันต่อไป รัฐบาลพร้อมดำเนินการอย่างเต็มที่
เพื่อคลี่คลายความทุกข์ประชาชนให้ได้มากที่สุด
สทนช. ประเมินสถานการณ์อุทกภัยเปรียบเทียบ 3 ปี เชื่อสถานการณ์ปีนี้ไม่รุนแรงเท่าปี 54 แต่ต้องไม่ประมาท
สทนช. ระดมหน่วยงานร่วมประเมินสถานการณ์อุทกภัย 3 ปี เปรียบเทียบจำนวนพายุ ปริมาณฝน พื้นที่กักเก็บน้ำ และปริมาณน้ำท่า เชื่อมั่นสถานการณ์ไม่รุนแรงเท่าปี 54 เพียงแต่อยู่ระหว่างเปลี่ยนผ่านเข้าลานีญา ย้ำทุกภาคส่วนต้องเฝ้าระวังและไม่ประมาท คาดยังมีพายุอีก 2 ลูกช่วงเดือน ก.ย.- ต.ค.
ดร.สุรสีห์ กิตติมณฑล เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยว่า จากสถานการณ์อุทกภัยที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ของประเทศไทยในขณะนี้ ทำให้เกิดข้อกังวลของพี่น้องประชาชนว่าสถานการณ์จะมีความรุนแรงเทียบเท่ากับที่เคยเกิดในปี 2554 และจะส่งผลกระทบให้เกิดความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินเป็นจำนวนมาก สทนช. จึงได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องประเมินสถานการณ์อุทกภัยที่เกิดขึ้นโดยวิเคราะห์ เปรียบเทียบแนวโน้มความเสี่ยงอุทกภัยระว่าง 3 ปี ได้แก่ ปี 2554 ปี 2565 และ ปี 2567 ในประเด็นต่าง ๆ ดังนี้
• การประเมินพายุจรที่พัดผ่านเข้าประเทศไทย พบว่า ในปี 2554 มีพายุพัดผ่านเข้าไทย จำนวน 5 ลูก ในปี 2565 มีพายุพัดผ่านเข้าไทย จำนวน 1 ลูก ได้แก่ พายุโนรู (เดือน ก.ย.) และยังได้รับอิทธิพลจากพายุดีเปรสชันและไต้ฝุ่นที่เข้ามาบริเวณประเทศเพื่อนบ้าน สำหรับปี 2567 คาดการณ์ว่าจะมีพายุพัดผ่านเข้าประเทศไทย จำนวน 2 ลูก โดยมีโอกาสสูงที่จะเคลื่อนผ่านบริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือในช่วงเดือนกันยายนหรือตุลาคม
• การเปรียบเทียบปริมาณฝนสะสม พบว่า ปี 2554 ฤดูฝนในประเทศไทยเริ่มต้นเร็วกว่าปกติและมีฝนตกสะสมต่อเนื่อง โดยไม่มีภาวะฝนทิ้งช่วง ปริมาณฝนเฉลี่ยทั้งปีสูงกว่าค่าปกติ 24% และมีค่ามากที่สุดในคาบ 61 ปี (นับจาก พ.ศ. 2494) ในปี 2565 มีปริมาณฝนเฉลี่ยทั้งประเทศ 1,876 มม. สูงกว่าค่าปกติ 27% หรือมากที่สุดเมื่อเทียบกับข้อมูลในอดีตย้อนหลัง 40 ปี ซึ่งหมายรวมถึงมากกว่าปี 2554 ที่ประเทศไทยเกิดอุทกภัยร้ายแรง แต่ในปี 2565 กลับพบว่าสถานการณ์อุทกภัยไม่รุนแรงและยาวนานเหมือนปี 2554 สำหรับปี 2567 ณ เดือนสิงหาคมนี้ปริมาณฝนในภาพรวมของประเทศไทย ยังคงต่ำกว่าค่าปกติ ร้อยละ 4 และต่ำกว่า ปี 2554
• การเปรียบเทียบศักยภาพในการรองรับน้ำของ 4 เขื่อนหลัก ณ วันที่ 24 ส.ค. ประกอบด้วย เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ พบว่า ปี 2554 สามารถรองรับได้ 4,647 ล้าน ลบ.ม. ปี 2565 สามารถรองรับ 11,929 ล้าน ลบ.ม. และปี 2567 ยังสามารถรองรับน้ำได้อีก 12,071 ล้าน ลบ.ม.
• ปริมาณน้ำท่า ณ วันที่ 24 ส.ค. พบว่า ปี 2554 สถานี C.2 มีปริมาณน้ำไหลผ่าน 2,284 ลบ.ม./วินาที (ค่าสูงสุด 4,689 ลบ.ม./วินาที) และการระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยา (C.13) 1,832 ลบ.ม./วินาที (ค่าสูงสุด 3,726 ลบ.ม./วิ) ในปี 2565 สถานี C.2 มีปริมาณน้ำไหลผ่าน 1,582 ลบ.ม./วินาที (ค่าสูงสุด 3,099 ลบ.ม./วินาที) และการระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยา (C.13) 1,500 ลบ.ม./วินาที (ค่าสูงสุด 3,169 ลบ.ม./วินาที) และปี 2567 ปริมาณน้ำท่ายังคงอยู่ในการควบคุมและเป็นไปตามแผน กล่าวคือ ที่สถานี C.2 มีปริมาณน้ำไหลผ่าน 837 ลบ.ม./วินาที (คาดว่าจะสูงสุด 2,860 ลบ.ม./วินาที) และการระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยา (C.13) 499 ลบ.ม./วินาที (คาดว่าสูงสุด 2,700 ลบ.ม./วินาที)
เนื่องจากปัจจุบันประเทศไทยกำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ปรากฏการณ์เอนโซ จากสภาวะเอลนีโญสู่สภาวะลานีญา ประกอบกับอิทธิพลของมรสุมทำให้เกิดฝนตกหนักสะสมในพื้นที่ต่าง ๆ และส่งผลให้เกิดน้ำหลากในหลายพื้นที่ จากการติดตามประเมินสถานการณ์และแลกเปลี่ยนข้อมูลกันอย่างใกล้ชิดของหน่วยงานต่าง ๆ พบว่า ปริมาณฝนตกในทุกพื้นที่ขณะนี้ระดับความรุนแรงยังเทียบไม่ได้กับปี 2554 อย่างไรก็ตาม ยังคงต้องเฝ้าระวังและเตรียมแผนบริหารจัดการกรณีเกิดพายุที่อาจจะส่งผลกระทบต่อประเทศไทยด้วย
ติดตามสถานการณ์น้ำปัจจุบัน
สำหรับสถานการณ์ปัจจุบัน ณ วันนี้ (25 ส.ค. 67) บริเวณภาคเหนือมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางพื้นที่ โดยมีปริมาณฝนตกสะสม 24 ชม. สูงสุดวัดได้ที่ อ.แม่จัน จ.เชียงราย 147 มิลลิเมตร อ.ลอง จ.แพร่ 96 มิลลิเมตร และ อ.สองแคว จ.น่าน 93 มิลลิเมตร ส่งผลให้ระดับน้ำล้นตลิ่งและน้ำท่วมขังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ขณะนี้ แม่น้ำน่านและแม่น้ำสาขา ยังคงมีน้ำล้นตลิ่ง ที่ อ.เวียงสา จ.น่าน ระดับน้ำ 8.53 ม. สูงกว่าระดับตลิ่ง 2.03 ม. ทั้งนี้ สทนช. ประสานกรมชลประทานเร่งบริหารจัดการน้ำลุ่มน้ำน่าน โดยปริมาณน้ำหลากในพื้นที่ลุ่มน้ำน่านจะไหลลงเขื่อนสิริกิติ์ซึ่งขณะนี้ยังสามารถรองรับน้ำได้อีก 2,990 ล้าน ลบ.ม.
สำหรับลุ่มน้ำยมได้พร่องน้ำในแม่น้ำยมสายเก่า อ.พรหมพิราม และ อ.บางระกำ และเตรียมพื้นที่ลุ่มต่ำบางระกำ 265,000 ไร่ เพื่อรองรับปริมาณน้ำจากพื้นที่แม่น้ำยมตอนบน และผันน้ำไปยังแม่น้ำน่าน ทั้งนี้ จะทำให้ปริมาณน้ำแม่น้ำเจ้าพระยาเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 400 ลบ.ม./วินาที ปัจจุบันระดับน้ำแม่น้ำเจ้าพระยา ณ สถานีวัดน้ำ C.2 อ.เมือง จ.นครสวรรค์ มีปริมาณน้ำไหลผ่าน 944 ลบ.ม./วินาที แนวโน้มเพิ่มขึ้น ทำให้ระดับน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยายกตัวสูงขึ้นตามไปด้วย กรมชลประทานได้บริหารจัดการน้ำโดยรับน้ำเข้าระบบชลประทานทั้ง 2 ฝั่งของแม่น้ำเจ้าพระยาในอัตราที่เหมาะสม พร้อมปรับการระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยา
ในอัตรา 649 ลบ.ม./วินาที คาดการณ์ว่าปริมาณน้ำไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยาจะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น จึงได้ทยอยปรับเพิ่มการระบายน้ำให้อยู่ในเกณฑ์ประมาณ 700 - 900 ลบ.ม./วินาที ซึ่งจะไม่สงผลกระทบให้เกิดน้ำเอ่อล้นตลิ่งแม่น้ำเจ้าพระยาตั้งแต่ จ.นครสวรรค์ จนถึง จ.สมุทรปราการ
ปภ. รายงานสถานการณ์อุทกภัยและความช่วยเหลือ
กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) กระทรวงมหาดไทย รายงานสถานการณ์สาธารณภัย (25 ส.ค. 67 เวลา 18.00 น.) ปัจจุบันยังคงมีสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ 6 จังหวัด ได้แก่ เชียงราย พะเยา น่าน แพร่ สุโขทัย เพชรบูรณ์ จำนวน 33 อำเภอ 126 ตำบล 742 หมู่บ้าน บ้านเรือนได้รับผลกระทบ 13,388 ครัวเรือน ดังนี้
1. จ.เชียงราย พื้นที่ได้รับผลกระทบ 15 อำเภอ 47 ตำบล 306 หมู่บ้าน บ้านเรือนได้รับผลกระทบ 7,294 ครัวเรือน มีผู้เสียชีวิต 2 ราย ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ ปัจจุบันระดับน้ำลดลง
2. จ.พะเยา พื้นที่ได้รับผลกระทบ 6 อำเภอ 40 ตำบล 313 หมู่บ้าน บ้านเรือนได้รับผลกระทบ 3,500 ครัวเรือน มีผู้เสียชีวิต 2 ราย ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ ปัจจุบันระดับน้ำลดลง
3. จ.น่าน พื้นที่ได้รับผลกระทบ 2 อำเภอ 5 ตำบล 6 หมู่บ้าน บ้านเรือนได้รับผลกระทบ 353 ครัวเรือน มีผู้เสียชีวิต 3 ราย ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ ปัจจุบันระดับน้ำลดลง
4. จ.แพร่ พื้นที่ได้รับผลกระทบ 5 อำเภอ 23 ตำบล 102 หมู่บ้าน บ้านเรือนได้รับผลกระทบ 383 ครัวเรือน มีผู้เสียชีวิต 2 ราย ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ ปัจจุบันระดับน้ำลดลง
5. จ.สุโขทัย พื้นที่ได้รับผลกระทบ 4 อำเภอ 10 ตำบล 10 หมู่บ้าน บ้านเรือนได้รับผลกระทบ 146 ครัวเรือน ปัจจุบันระดับน้ำเพิ่มขึ้น
6. จ.เพชรบูรณ์ พื้นที่ได้รับผลกระทบ 1 อำเภอ 1 ตำบล 5 หมู่บ้าน บ้านเรือนได้รับผลกระทบ 1,530 ครัวเรือน ปัจจุบันคลี่คลายแล้ว
กรมอุตุนิยมวิทยา เตือนฝนตกหนักถึงหนักมาก 26 - 28 สิงหาคม 2567
ประกาศกรมอุตุนิยมวิทยา เรื่อง ฝนตกหนักถึงหนักมากบริเวณประเทศไทย และคลื่นลมแรงบริเวณทะเลอันดามันตอนบนฉบับที่ 1 (149/2567) (มีผลกระทบตั้งแต่วันที่ 26 - 28 สิงหาคม 2567)
ในช่วง 26 - 28 ส.ค. 67 ประเทศไทยจะมีฝนเพิ่มขึ้นและมีฝนตกหนักบางแห่ง โดยมีฝนตกหนักมากบางพื้นที่ ในภาคเหนือตอนบน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ภาคตะวันออก และภาคใต้ฝั่งตะวันตก ขอให้ประชาชนในบริเวณดังกล่าว ระวังอันตรายจากฝนตกหนักถึงหนักมากและฝนที่ตกสะสม ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก โดยเฉพาะพื้นที่ ลาดเชิงเขาใกล้ทางน้ำไหลผ่านและพื้นที่ลุ่มไว้ด้วย ทั้งนี้เนื่องจากร่องมรสุมจะเลื่อนลงมาพาดผ่านภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลางตอนบน ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทยจะมีกำลังแรงขึ้น ในขณะที่จะมีหย่อมความกดอากาศต่ำบริเวณประเทศลาวตอนบนเคลื่อนผ่านภาคเหนือตอนบน และประเทศเมียนมา สำหรับคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทยจะเริ่มมีกำลังแรงขึ้น
ในช่วงวันที่ 27 - 29 ส.ค. 67 ทะเลอันดามันตอนบนมีคลื่นสูง 2 - 3 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 3 เมตร ส่วนอ่าวไทยตอนบนมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร ทะเลอันดามันตอนล่างมีคลื่นสูง 1 - 2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร ขอให้ชาวเรือในบริเวณดังกล่าว เดินเรือด้วยความระมัดระวังและหลีกเลี่ยงการเดินเรือในบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง ส่วนเรือเล็กบริเวณทะเลอันดามันตอนบน ควรงดออกจากฝั่งในช่วงวันดังกล่าว
ก.เกษตรฯ ผลึกกำลังติดตามและเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำบริเวณเขื่อนหาดสะพานจันทร์ จ.สุโขทัย
ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ตรวจติดตามสถานการณ์น้ำเพื่อวางแผนแนวทางการจัดการมวลน้ำในลุ่มน้ำยม ณ เขื่อนหาดสะพานจันทร์ อ.สวรรคโลก จ.สุโขทัย โดยเน้นย้ำว่า กระทรวงเกษตรฯ พร้อมเดินหน้าบูรณาการกับหน่วยงานท้องถิ่นในการบริหารจัดการมวลน้ำ
อย่างเป็นระบบ และวางแผนการป้องกันเฝ้าระวังเพื่อช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนพี่น้องเกษตรกร นอกจากนี้ ได้มอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการวางแผนการบริหารจัดการน้ำเพิ่มเติม เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือร่องมรสุมรอบใหม่ในช่วงต้นเดือนกันยายนนี้
‘จิราพร’ ตั้งศูนย์ JIC ระดมข้อมูลน้ำท่วม ย้ำ เร่งสื่อสารให้ความช่วยเหลือประชาชนในภาวะวิกฤต
นางสาวจิราพร สินธุไพร รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี มีความห่วงใยต่อสถานการณ์อุทกภัยที่เกิดขึ้นในหลายจังหวัด โดยเฉพาะการติดตามและรับข้อมูลข่าวสารของพี่น้องประชาชน จึงได้สั่งการให้กรมประชาสัมพันธ์ ซึ่งเป็นหน่วยงานในกำกับดูแล ทำหน้าที่เป็นหน่วยเชื่อมประสานระหว่างหน่วยงานภาครัฐกับประชาชน โดยยึดแนวทางการดำเนินงานตามแผนปฏิบัติการประชาสัมพันธ์ในภาวะวิกฤต (แผนพระอินทร์) ของกรมประชาสัมพันธ์ พร้อมได้จัดตั้งศูนย์ข้อมูลข่าวสารร่วม (Joint Information Center : JIC) ซึ่งจะทำงานตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อรวบรวมข้อมูลข่าวสารสำคัญเกี่ยวกับสถานการณ์อุทกภัย โดยมีสำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์ เป็นหน่วยงานรับผิดชอบหลัก และบูรณาการการทำงาน ระดมผู้ปฏิบัติงานสื่อของกรมประชาสัมพันธ์ที่มีอยู่ทุกจังหวัดทั่วประเทศ ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ พร้อมทั้งรายงานข่าวอย่างใกล้ชิด เพื่อนำไปสู่การให้ความช่วยเหลือประชาชนต่อไป
ทั้งนี้ พี่น้องประชาชนผู้ประสบภัย สามารถประสานมายังช่องทางต่าง ๆ ที่กรมประชาสัมพันธ์ดำเนินการ หรือโทรสายด่วน 1111 ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ ทำเนียบรัฐบาล สายด่วน 1784 กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย สายด่วน 1567 ศูนย์ดำรงธรรม กระทรวงมหาดไทย สายด่วน 1586 ทางหลวง และทุกช่องทางของหน่วยงานภาครัฐ ซึ่งทางรัฐบาลเตรียมพร้อมในการให้ความช่วยเหลือประชาชนอย่างเต็มที่
#เกาะติดสถานการณ์อุทกภัยภาคเหนือ #กระทรวงมหาดไทย #กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ #กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย #สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ #นโยบายรัฐบาล20กระทรวง