“จิราพร” เร่งปราบปรามบุหรี่ไฟฟ้าเชิงรุก ดีเดย์ 30 วันต้องเห็นผล ห่วงเด็กและเยาวชน พบข้อมูลวัยรุ่นหญิงสูบบุหรี่ไฟฟ้าเพิ่มกว่าวัยรุ่นชาย

     จากนโยบายเร่งแก้ปัญหาบุหรี่ไฟฟ้าของนายกรัฐมนตรี ที่กำหนดเป้าหมายเห็นผลใน 30 วัน นางสาวจิราพร สินธุไพร รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้เรียกประชุมหารือแนวทางป้องกันการแพร่ระบาดของบุหรี่ไฟฟ้าร่วมกับ 20 หน่วยงาน โดยได้กำหนดแผนปฏิบัติการควบคุมการแพร่ระบาดของบุหรี่ไฟฟ้าในระยะเร่งด่วน ระยะสั้น และระยะยาว ประกอบด้วย 3 ยุทธศาสตร์ และเรียกหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องมารายงานความคืบหน้าและให้ข้อมูลเพิ่มเติม โดยขณะนี้สามารถดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้าแล้วจำนวน 666 คดี คิดเป็นมูลค่าประมาณ 41,911,815 บาท ปิดกั้นผู้ค้าผ่านช่องทางออนไลน์ได้แล้วกว่า 9,000 เพจ นอกจากนี้ยังมีการติดตามผู้กระทำผิด จับกุม ดำเนินคดีอย่างต่อเนื่อง ขณะที่รัฐบาลยังคงห่วงใยหลังผลการสำรวจพบว่า วัยรุ่นหญิงไทยสูบบุหรี่ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นกว่าวัยรุ่นชาย ทำให้นอกจากการกวาดล้างจับกุมแล้วยังต้องเร่งสร้างความรู้ถึงพิษภัยของบุหรี่ไฟฟ้า และข้อกฎหมาย เพื่อให้เด็ก เยาวชน ผู้ปกครอง และประชาชน ได้รับทราบและป้องกัน 

หลังจากที่นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี มอบหมายให้นางสาวจิราพร สินธุไพร รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ดูแลการแก้ปัญหาการแพร่ระบาดของบุหรี่ไฟฟ้า โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กและเยาวชน พร้อมทั้งเน้นย้ำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทำความเข้าใจเกี่ยวกับโทษของบุหรี่ไฟฟ้าและข้อกฎหมายให้กับประชาชนได้เข้าใจอย่างถูกต้อง โดยเริ่มต้นที่การจัดการกับผู้นำเข้า seal ทุกจุด และจับกุมผู้ขายอย่างจริงจัง ตั้งเป้าหมายภายใน 30 วัน ร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงมหาดไทย และกรมศุลกากร ในการปราบปรามอย่างเด็ดขาด

(6 มี.ค. 68) นางสาวจิราพร เรียกประชุมหารือแนวทางป้องกันการแพร่ระบาดของบุหรี่ไฟฟ้าร่วมกับ 20 หน่วยงาน ซึ่งเป็นการติดตามความคืบหน้าและสรุปแผนการดำเนินงานตามมาตรการ 3 แนวทางที่ได้จากการประชุมครั้งแรกเมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2568 ที่ผ่านมา นางสาวจิราพร เปิดเผยว่า ที่ประชุมได้กำหนดแผนปฏิบัติการควบคุมการแพร่ระบาดของบุหรี่ไฟฟ้าในระยะเร่งด่วน ระยะสั้น และระยะยาว ประกอบด้วย 3 ยุทธศาสตร์ คือ ยุทธศาสตร์ที่ 1 ด้านการปราบปรามโดยการบังคับใช้กฎหมาย ยุทธศาสตร์ที่ 2 ด้านการป้องกันปัญหาการแพร่ระบาดของบุหรี่ไฟฟ้า และยุทธศาสตร์ที่ 3 การปรับปรุงแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้า 

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้ติดตามความคืบหน้าการดำเนินการปราบปรามการลักลอบจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้า น้ำยาสำหรับเติมบุหรี่ไฟฟ้า และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง ผ่านช่องทางออนไลน์ ซึ่งที่ผ่านมากระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้ปิดกั้นแพลตฟอร์มออนไลน์ที่ลักลอบจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้า กว่า 9,000 แพลตฟอร์ม พร้อมได้หารือกับผู้ประกอบการเพื่อขอความร่วมมือในการปิดกั้น Keyword การค้นหาที่เกี่ยวข้องกับบุหรี่ไฟฟ้า และขอให้ผู้ประกอบการเร่งทำบัญชีรายชื่อผู้ใช้บริการแพลตฟอร์ม หากพบมีการจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้า น้ำยาสำหรับเติมบุหรี่ไฟฟ้า และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง ต้องปิดกั้นทันที สำหรับผู้ประกอบธุรกิจให้บริการขนส่ง ต้องเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบสินค้ากรณีมีเหตุอันควรสงสัย ให้ตรวจสอบโดยวิธีการผ่านเครื่องสแกน และต้องมีการจัดเก็บข้อมูลของผู้ส่งสินค้าไว้เป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า 30 วัน เพื่อเป็นข้อมูลให้สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค หรือ สคบ. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถตรวจสอบได้ในกรณีที่มีการร้องขอ

นางสาวจิราพร กล่าวว่า ขอให้กระทรวงมหาดไทย กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมศุลกากร และสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค สรุปผลการปราบปราม โดยให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นผู้รวบรวมข้อมูลรายสัปดาห์ และจัดแถลงผลให้ประชาชนรับทราบ ทั้งนี้ หากผู้ใดพบเห็นการลักลอบผลิต ขายบุหรี่ไฟฟ้า หรือน้ำยาบุหรี่ไฟฟ้า สามารถแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจในท้องที่ หรือแจ้ง สคบ. ได้ที่ สายด่วน 1166 เว็บไซต์ www.ocpb.go.th แอปพลิเคชัน OCPB Connect รวมทั้ง ศูนย์ดำรงธรรมในทุกจังหวัด หรือ สายด่วน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โทร. 1599 หรือ ศูนย์ช่วยเหลือและจัดการปัญหาออนไลน์ สายด่วน 1212 (ตลอด 24 ชั่วโมง) รวมถึง อีเมล์ 1212@mdes.go.th

ทั้งนี้ ข้อมูลจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ รายงานว่า ระหว่างวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2568 - 4 มีนาคม 2568 มีการดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้าจำนวน 666 คดี โดยมีผู้ต้องหารวม 690 คน ตรวจยึดของกลางได้ทั้งสิ้น 454,958 ชิ้น คิดเป็นมูลค่าประมาณ 41,911,815 บาท

“จิราพร” เรียกหลายหน่วยงานรายงานความคืบหน้าแก้ปัญหาบุหรี่ไฟฟ้า และให้ข้อมูลเพิ่มเติม

(7 มี.ค. 68) นางสาวจิราพร สินธุไพร รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้เชิญผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันและปราบปรามการขายบุหรี่ไฟฟ้าออนไลน์มาหารือเพิ่มเติม ประกอบด้วย กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DE) สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (บก.ปคบ.) และสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ซึ่งที่ผ่านมา กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้ปิดผู้ค้าออนไลน์ไปแล้วกว่า 9,000 เพจ เป็นการดำเนินการผ่าน 2 แนวทาง คือ 1) การรับแจ้งเบาะแส และ 2) การ monitor โดยเจ้าหน้าที่จะนำเทคโนโลยี AI   เข้ามาช่วยในการเฝ้าระวังเพิ่มเติม 

ตำรวจจับกุมผู้ต้องหา 2 ราย ซุกซ่อนบุหรี่ไฟฟ้า 35,600 ชิ้น พร้อมอุปกรณ์ที่ใช้ในการเปิดร้านจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้า ภายในบ้านพักย่านนนทบุรี

(7 มี.ค. 68)  พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) มอบหมายให้ พล.ต.อ.ประจวบ วงศ์สุข รอง ผบ.ตร. ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ผอ.ศปปง.ตร.) แถลงผลการตรวจค้นจับกุมแหล่งซุกซ่อนบุหรี่ไฟฟ้ารายใหญ่ โดยจับกุมได้ที่บ้านพักในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ต.ไทรม้า อ.เมือง จ.นนทบุรี

โดยวันที่ 7 มีนาคม 2568 เจ้าหน้าที่ตำรวจได้สนธิกำลังกันเข้าตรวจค้นบ้านหลังดังกล่าว ผลการตรวจค้นพบของกลางเป็นบุหรี่ไฟฟ้าจำนวนหลายยี่ห้อคละกัน ประมาณ 35,600 ชิ้น รวมมูลค่ากว่า 1 ล้านบาท และยังตรวจพบอุปกรณ์ที่ใช้ในการเปิดร้านจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าอีกจำนวนหนึ่ง การปฏิบัติการในครั้งนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้จับกุมผู้ต้องหา 2 ราย แจ้งข้อหา “ฝ่าฝืนคำสั่งคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ขายสินค้าที่คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคสั่งห้ามขาย (บุหรี่ไฟฟ้าและน้ำยาสำหรับเติมบุหรี่ไฟฟ้า)” ตามคำสั่งคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ที่ 9/2558 และ “ซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ รับจำนำ หรือรับไว้โดยประการใดซึ่งของอันตนพึงรู้ว่าเป็นสิ่งต้องห้ามนำเข้าในราชอาณาจักร” ตามมาตรา 256 พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 

เบื้องต้นหนึ่งในผู้ต้องหาให้การว่าเป็นเจ้าของร้านจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร และรับคำสั่งมาจากผู้สั่งการให้เก็บรักษาบุหรี่ไฟฟ้าของกลางไว้ จากนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมจะได้มีการขยายผลอย่างต่อเนื่องไปสู่การจับกุมผู้ร่วมขบวนการรายอื่นมารับโทษตามกฎหมายต่อไป

รัฐบาลห่วงเด็กและเยาวชนไทยมีค่านิยมผิด ๆ หลังพบวัยรุ่นหญิง มีแนวโน้มสูบบุหรี่ไฟฟ้าเพิ่มกว่าวัยรุ่นชาย เดินหน้าปราบปรามเข้มข้น

(8 มี.ค. 68) นายอนุกูล พฤกษานุศักดิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า มูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ ได้รายงานสถานการณ์เด็กและเยาวชนไทย โดยเฉพาะวัยรุ่นหญิงมีแนวโน้มสูบบุหรี่ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นกว่าวัยรุ่นชาย ซึ่งหากปล่อยให้วัยรุ่นหญิงติดบุหรี่ไฟฟ้าจะมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมากกว่าผู้ชายแม้ผลสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ปี 2564 แสดงอัตราการ “สูบบุหรี่มวน” ของหญิงไทยลดลง เหลือ 1.3%  แต่เมื่อเทียบกับการสำรวจระดับประเทศ เมื่อปี 2565 พบว่าวัยรุ่นหญิงอายุ 13 - 15 ปี สูบบุหรี่ไฟฟ้า 15% ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงกว่าบุหรี่มวน 10 เท่า ในขณะที่ผู้ชายสูบบุหรี่ไฟฟ้า 20.2% และการสำรวจปีต่อ ๆ มา ในประเทศไทย พบว่า วัยรุ่นหญิงและชายมีอัตราการสูบบุหรี่ที่ใกล้เคียงกัน 

ทั้งนี้ จากข้อมูลยังพบว่า หญิงไทยสูบบุหรี่ทุกรูปแบบ จะมีแนวโน้มเลิกได้ยากกว่าผู้ชาย และที่น่าเป็นห่วงคือ ผลของการเสพติดจะส่งผลกระทบต่อสุขภาพทุกระบบระยะยาวด้วย ซึ่งเป็นผลจากความแตกต่างของฮอร์โมนเพศหญิงกับชาย จึงมีโอกาสเป็นโรคร้ายที่ระบบอวัยวะอื่นที่มากกว่าผู้ชายด้วย หากเป็นผู้ที่กำลังตั้งครรภ์ จะทำให้สารพิษทั้งนิโคติน ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ และสารอื่น ๆ ถูกส่งผ่านระบบทางเดินหายใจของมารดาเข้าไปสู่รกก่อผลร้ายหลายประการ เช่น การแท้งบุตร การคลอดก่อนกำหนด 

ทั้งนี้ ประชาชนที่ประสงค์จะเลิกสูบบุหรี่ สามารถสอบถามรายละเอียดได้ที่ https://www.thailandquitline.or.th/site/ หรือ โทร. สายด่วน 1600

 

#จิราพรเร่งปราบปรามบุหรี่ไฟฟ้าเชิงรุกดีเดย์30วันต้องเห็นผล #วัยรุ่นหญิงสูบบุหรี่ไฟฟ้าเพิ่มกว่าวัยรุ่นชาย

 #ปราบบุหรี่ไฟฟ้า #สำนักนายกรัฐมนตรี #สำนักงานตำรวจแห่งชาติ #นโยบายรัฐบาล20กระทรวง

 


image รูปภาพ
image

Line

คะแนนโหวต :
StarStarStarStarStar